Welcome to Thaiwriter.org
เว็บไซต์ "ชุมนุมนักเขียนไทย" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวงการวรรณกรรมไทย
THAIWRITER.ORG The Writers' Community of Thailand

นาม: ประมวล ดาระดาษ


มีข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่งว่า แม้ผู้เขียนจะมีอุปนิสัย/บุคลิกอารมณ์ดีในงานเขียน และการพูดคุย แต่ก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะเก็บตัว ตามหาตัวยาก (ไม่ใช้เซลโฟน)ไม่ค่อยยอมรับเชิญ เรื่องงานสังคม แม้จะเป็นงานเสวนาเพื่อการศึกษา หรือเพื่อสังคมอื่นใด เขาบอกว่าหนีอาชีพครูมาร่วมยี่สิบปีแล้ว ชาตินี้ขอเสียทีอย่าให้เข้าใกล้อีก เดี๋ยวธาตุเก่าเกิดกำเริบ..จะหวนกลับไปได้ครูนอกรีตนอกรอยไม่เข้าท่า มากกว่านักเขียนที่ดีประดับวงการอีกคน(หัวเราะ)

ต่อเมื่อ หากทว่าถ้าได้พูดคุยทำความสนิทสนมกันแล้ว เขาจะเป็นคนคุยด้วยสนุก เล่าเรื่องต่างๆ ฟังได้ไม่เบื่อโดยเฉพาะถ้า(จุ่ยน้ำพรรค์อย่างว่า)พอครึ้ม หัวยังไม่ตก รอบรู้ เรื่องต่าง ๆ กว้างขวาง ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง บทกวี ดนตรีทั้งไทย/สากล ถึงปรัชญาหนักๆเรื่อยมาถึงนิทานตาเถนยายชี ฯลฯ

นอกเหนือไปจากเรื่องวรรณกรรม ผู้เขียนเป็นผู้มีความรู้ดี รู้ผสานยืดหยุ่นหลักการ หลากวิธีคิด รู้จักเชื่อมโยงความรู้แขนงต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ที่สำคัญมีอารมณ์ขัน และมองโลกในแง่ดี จิตใจกว้างขวาง เขาย้ำว่า แม้จะไม่เคยประกอบอาชีพกระเป๋ารถเมล์ แต่ก็ชมชอบการเอื้อเฟื้อ แก่ เด็ก สตรี และคนชรา

“ รักสายลมแสงแดด และเกลียดการดูถูก” สองอย่างหลังนี้เขาเน้นกับผู้บันทึกว่า อย่าลืมใส่ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะโกรธเป็นที่สุด (หัวเราะ)

เมื่อเราจ่อไมโครโฟนสัมภาษณ์และเปิดแถบบันทึกเสียง เขาก็เล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรยาวเหยียด ทั้งเรื่องค้าขาย เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราขอตัดเอามาเฉพาะที่เกี่ยวกับประเด็นวรรณกรรม…

…ผมขอเล่าไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกันนะ ผมเป็นคนนครปฐม จบมัธยมต้นจากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย นครปฐม ปี 2518

ชอบวิชาภาษาอังกฤษ และศิลปะ วาดเขียน เคยวาดภาพให้เพื่อน ๆ หลากหลายสไตล์ ติดแสดงในงานแสดงศิลปะงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ หลายสิบภาพในงานเดียว โดยครูสอนศิลปะจับไม่ได้ว่า ภาพทั้งหมดเป็นผลงานของผมนะ

ต่อมาไปเรียนวิชาสาขาอีเล็กตริก เพาเวอร์ แพลนท์ ก็แค่ ปวส.ช่างไฟฟ้านั่นแหละ พูดโยกโย้ขลังดีมั๊ย(หัวเราะ) ที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ทำให้ปรุโปร่งกับทฤษฎีสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และกฎมือขวาของ ฟาราเดย์ อิทธิพลนี้ส่งให้ไปหลงใหลขบคิดในทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์ ในเรื่องมิติที่ 4 ทฤษฎีของกาลเวลา คลั่งทฤษฎีสเปซ/ไทม์เจียนบ้า จนทำให้เรียนไม่จบวิศวกรรมไฟฟ้า(สอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ต่างหาก)…เขานิ่งไป

เมื่อเราถามประสบการณ์และรากด้านวรรณกรรม เขาเล่าว่า

คือ…ผมแจ้งเกิดเรื่องลูกทุ่งชนบทไทยโดยต่วยหรือวาทิน ปิ่นเฉลียว ทำคลอดเรื่องสั้นหรรษาให้ เมื่อปี 2527 จึงถือว่าต่วยเป็นครูผู้เปิดโลกวรรณกรรม รองมาก็น้อมรับครอบพลังวิชา จากรองเจ้าสำนัก คือสุดยอดกูรูความเรียงเชิงพรรณนาและมุข(ปาฐะ)สะท้านฟ้าแห่งยุค ทัศน์ทรง ชมภูมิ่ง

และเขาเล่าอย่างยืดยาว สนุกสนาน แต่เราขอสรุปว่า…

ในสำนักต่วย”ตูนที่เจ้าตัวบอกว่าเหมือนสำนักเส้าหลินแห่งบรรณภพ คือเข้าไปเขียนยากไม่เชื่อลองส่งงานไปดู เนื่องจากบริบูรณ์ละลานตาไปด้วยเซียนซือแป๋อาวุโส รู้กระจ่างต้องถ่องแท้บู๊/บุ๋น วรรณยุทธแน่นขนัดไปหมด

ระหว่างที่ฝึกวิทยายุทธในสำนัก ต่วย”ตูน นั้น ผมก็พยายามฝึกฝนซึมซาบศึกษาเคล็ดวิชากระบวนท่าพล็อตพิสดารของปกรณ์ ปิ่นเฉลียว และชอบร่ำเมรัยในสำนักต่วยแบบเริงรมย์ในบรรยากาศอวลกลิ่นน้ำหมึก/น้ำมิตรกับบรรดาสหายและอีกหลายครูอาจารย์รุ่นใหญ่ในบรรยากาศสไตล์โกวเล้ง ผมก็เฝ้าซึมซับขับพลังปราณคลี่คลายขุมกำลังภายใน มามากกว่าสองทศวรรษ ก็ได้ความเมามากกว่าฝีมือ(หัวเราะ) พร้อมๆ กับฝึกเคล็ดวิชาในสำนักต่วย บางเวลาก็ลอบโดดข้ามกำแพง เลี้ยวข้ามโลกไปคารวะวิญญา โอ เฮนรี และกลับมาหลงใหลขนาดนำเอาหนังสือทุกเรื่อง ทุกเล่มของโมปาส์ซังสต์ มานอนหนุนหัว จนกระทั่งฝันขึ้นใจว่าตนเองเป็น มวล ดา โมปาส์ซังต์ ศิษย์ผู้รองของ โฟลแบรต์ และสุดท้ายก็ไปพิจารณาหลอมพลังเพลงกระบี่อมตนิรันดร์กาลข้ามสหัสวรรษกระบวนท่ามหากาฬล้ำเลิศเพลง “กระบี่ไอซ์เบิร์ก” ของเฮมิ่งเวย์ มาผสานผสมกลมกลืน ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าเพลงดาบแบบโพสต์โมเดิร์น หรือโพสต์ โคโรเนียล ยังไม่สามารถสั่นคลอนบรรลังก์เพลงกระบี่กระบวนท่านี้ได้ เพราะเจ้าของมีอัตลักษณ์และเคล็ดวิชาที่กล้า”จบในจบ”

และสุดท้ายบรรดาสรรพกระบวนท่าต่างๆ ร่วมสมัยที่คิดว่าใหม่แปลก “เดิร์นสุดๆ คงต้องกลายพันธุ์มาค้อมคำนับสยบยอมแบบคลี่คลายย้อนรอยทางนวลเนียนไปกับ “เคล็ดปราณจี้จุดไอซ์เบิร์ก” อย่างมิต้องสงสัย

ด้านงานกลอนผมถูก ส.เชื้อหอม (อดีต บก.กลอนในต่วย”ตูน)จับเข้าโรงเรียนฉันทลักษณ์ (อดีตเป็นจอมยุทธพเนจร/นักกลอนเถื่อน-ไร้สังกัด-มวยวัดดีแต่แรง) เมื่อกระจ่างแจ่มแจ้งในพลังลมปราณ “ไร้และกรอบ”แห่งฉันท์ผสานกันสำเร็จ อาตมันก็พลันแกร่งกล้าถึงขนาดเล่นกลอนสดกับทวีสุข ทองถาวร บนแพเมืองกาญจน์ได้สว่างคาตา ดูสำนวนภาษาเรื่อง”โพรงมะเดื่อ” ที่คล้องจองลื่นไหลไปทั้งเล่มก็แล้วกัน ผมก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น บางตอนก็เทกเดียวจบไม่ต้องแก้เลยนะ

ช่วงปี 2540 เศรษฐกิจตกสะเก็ด ขัน(หรรษา)ไม่ออก จึงอำลาสำนักต่วย ออกมาแสวงหาร่อนเร่พเนจรท่องไปในบรรณ(ยุทธ)พิภพกว้าง จนกระทั่งโลดแล่นไปพบ ซึมซับแนวคิดเคล็ดวิชาสาย “วรรณกรรมแนวเพื่อชีวิต”จากกลุ่มพลคนเวสเทิร์นเนอร์ส์ .

ทั้งนี้ โดยผสานวรยุทธที่สำเร็จเคล็ดวิชาจากสำนักต่วยเข้ากับสำนักบู๊ตึงบรรณยุทธสากล หลอมเคี่ยวโปปูรีโดยมีเคล็ดวิชากำลังภายในจากประสบการณ์อินเนอร์คอยคุมขุมพลังทั้งหมดให้เปล่งรังสีอำมหิต เปี่ยมศักยภาพไร้เทียมทาน ถือว่าคุยสำนวนจีนสนุก ๆ ก็แล้วกันนะอย่าเพิ่งเขม่น

ทั้งหมดทั้งปวง จึงได้ตระกูลสายเคล็ดวิชาพันธุ์ใหม่ที่เขาให้นิยามในเพลงกระบี่นั้นว่า “มวลบรรณวมรรค” ที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่วงการ เป็นเพลงกระบี่ที่นักวิจารณ์ว่าจับทางลำบาก เนื่องเพราะทั้งตัวตนมือกระบี่และกระบวนท่าที่สำแดงออกมา

“รวดเร็ว..แพรวพราย..ละลานตา ยากแก่การคาดหมายยิ่ง .หากทว่าข้อด้อยก็คือโบราณและเรียลลิสต์ นั่นคือนิยาย”โพรงมะเดื่อ” ในปี 2546

ประสบการณ์ด้านอินเนอร์ สเปซ สปิริตช่วล

เนื่องจากเป็นคนดิบไม่ได้บวชเรียน “พ่อตาย แม่จน ตอนอายุครบบวช แม่หาเงินค่าไตร จีวรไม่ได้ จึงไม่ได้บวช จะมาบวชตอนนี้ ประเดี๋ยวบุญจะตกที่เมียคนเดียว..” เขาว่าแบบตบมุข ดังนั้นจึง..แสวงหาประสบการณ์ด้านใน โดย.. ฝึกเคล็ดวิชา เพ่งกสิณ(หินอัคนี) จากขุน รำยอง ปี 2538 เพื่อหาตาที่สาม จนคิดว่าตนเองสามารถท่องไปในอุโมงค์แห่งเวลาย้อนไปหาผืนนาทุ่งไทยในอดีตได้ ตั้งแต่ปี 2543

นั่นคือหลากหลายดาษดา ใช้เวลาครึ่งชีวิตกว่าจะมาเป็น ประมวล ดาระดาษ นักเขียนที่ชื่อจริงเหมือนนามปากกา

ปัจจุบัน กลับไปเขียนเรื่องหรรษาให้สำนักต่วย”ตูนรังเก่าเพื่อทดแทนคุณ แก่เจ้าสำนักอาวุโสสูงสุดที่ยังไม่ยอมวางมือ พร้อมทั้งเขียนนิยาย บทกวี เรื่องสั้นปกิณกะคดี ลฯ เก็บเข้ากรุ บำเพ็ญเพียรนั่งปรกปลุกเสกไว้แบบนิยาย”โพรงมะเดื่อ”

“กรุคงจะแตก จ่ายแจก โด่งดัง ตอนงานฉลองปิดทองฝังลูกนิมิต” เขากล่าวเป็นนัยเจืออารมณ์ขัน"

ประมวล ดาระดาษ เล่าอย่างอารมณ์ดี เมื่อรู้อัตลักษณ์พอสมควรเราจึงตั้งคำถามย่อย ๆ

ช่วยเล่าประวัติย่อๆก่อนจะเริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจัง

ก็คงจะเหมือนใคร ๆ ในยุคนั้นแหละ บ้านเกิดยังไม่มีไฟฟ้า ผมเกิดที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง นครปฐม เขตรอยต่อนครปฐม ราชบุรี บ้านโป่ง บ้านอยู่ห่างองค์พระปฐมเจดีย์แค่ 20 กว่ากิโลเมตรเองจำความได้ก็ตั้งแต่ 2508 เป็นต้นมา ก็บ้านนอกคอกนา ลุ่มทุ่งรายท่า คือมันเป็นช่วงรอยต่อระหว่างยุคเกษตรกรรมพริมีทีฟ แบบใช้แรงงานคนและสัตว์มีการลงแขกเกี่ยวข้าวกันอยู่

การสัมผัสเรียนรู้โลกภายนอกสมัยนั้นก็ไล่มาตั้งแต่ สื่อวิทยุทรานซิสเตอร์ ฟังละครวิทยุ ฟังเพลงลูกทุ่ง ดูทีวีขาวดำที่มีเครื่องเดียวในหมู่บ้าน ฝนสามฤดู ขุนแผนผจญภัย คอมแบ็ตหน่วยกล้าตาย หน้ากากเสือ ผมชอบดูหนังกลางแปลงหนังฝรั่ง อภินิหารขนแกะทองคำ สงครามกรุงทรอย พวกเคาบอย สปาเก็ตตี้ พวกนี้ มันเข้ากับชีวิตลูกทุ่งดี

ปี 2516 กระมัง เขากั้นเขื่อนลำแม่กลอง ปู ปลา จากธรรมชาติหดหาย ทุ่งข้าวกลายเป็นไร่อ้อย ได้ไฟฟ้ามา เขื่อนมาชลประทานมา มีหนุ่มขอนแก่นชื่อน้าเกียรติศักดิ์ สุรภักดิ์ หนุ่มชลประทานที่มาลงหลักปักฐานได้สาวในหมู่บ้าน แกเป็นนักอ่านตัวยง หนังสือของ อาจินต์ ปัญจพรรค์และ "รงค์ วงษ์สวรรค์ ยุคโอเลี้ยงห้าแก้ว ฟ้าเมืองไทย ฟ้าเมืองทอง แกเป็นสมาชิก ผมก็ไปขลุกอ่านตั้งแต่มัธยมต้นแหละ

ตอนนั้นเผอิญลูกป้าที่ลูกแกมาอาศัยเรียนที่วิทยาลัยครูนครปฐม ก็ได้อาศัยอ่านหนังสือ "เฟื่องฟ้า"ที่เป็นหนังสือของวิทยาลัย ยังจำเรื่องสั้นรัสเซียเรื่องหนึ่งได้ ชื่อ"หัวใจทอง"อะไรนี่แหละ เรื่องของพลทหารในสนามรบ ที่รับใช้ผู้พัน เวลาแดดจ้าต้องยืนบังเงาให้ผู้พันงีบหลับด้วยความเต็มใจ ประมาณนี้แหละ ก็ชอบ ผู้เขียนบรรยายละเอียดเห็นภาพ ผมก็อ่านหนังสือ ฟังเพลงชาโดว์ วันคริสมาสต์ก็เดินไปดูดนตรีแนวนี้ที่โบสถ์พระไคร้ส คลองบางตาล ห่างบ้านสามกิโลเมตา มีเพลง "ฮาร์ท ออฟ โกลด์"ของนีล ยัง มันก็ซึมซาบเข้าไปในใจพยายามคิดเอามาเทียบกัน เดี๋ยวนี้มานั่งพิจารณาทางสเกล ทางคอร์ด อ้าว คีย์ไมเนอร์ นี่เองมันทำให้ประทับใจได้ง่าย เขียนหนังสือหรือแต่งเพลงต้องให้มีสเกลหรือคีย์นี้อยู่ในใจนะ มันเพราะติดหูติดตาคนอ่านง่าย ผมก็พัฒนาศิลปะหลาย ๆ แขนงมารวมกัน อย่างว่า ขณะนี้รู้สึกว่ามาถึงขั้นใส่ฟิลบลูส์ ไว้ในแนวโปรเกรสสีฟ แนวเมทัล แนวคันทรี่อะไรนี่ได้เมื่อสิบกว่าปีย้อนไปนี่เอง เขียนหนังสือวัยหนุ่มน่ะแข็ง คล้าย ๆ ช่างฝีมือ ไม่มีความเป็นศิลปินครีเอทีฟ เพราะเรียนรู้เอง ไม่มีใครสอน ไม่ได้คลุกคลีในวงการ

ถึงตรงนี้ ก็ขอคุยกับนักเขียนหนุ่มรุ่นหลังนะ ประเภทมือชั้นแล้วก็ไม่ต้องมาเถียง เรื่องของผมย้ำนิดนะ จะเขียนแนวอะไรจะสัจนิยม หรือโรแมนซ์ หรือสังคมเพื่อชีวิต โพสต์ แพสต์อะไรก็แล้วแต่ ฟีลนี่เรื่องใหญ่ มันไม่ได้ฟีลนี่เสร็จเลย อย่างฟีลบลูส์นี่มันสำคัญ ทำไปมาก ๆ มันมาเอง ผมเขียนนิยายบางฉากนี่สะเทือนใจ มันซาบซึ้ง หรือตื้นตันจนน้ำตาไหลนะ คือมันรู้ตัวเองนะว่าทำได้ถึง ใช้ได้ ไม่ใช่สักแต่ว่าแค่น ๆ เสแสร้งไป กลับไปอ่านงานยุคแรก ๆ นี่ ผมว่าผมก็มีความเป็นบลูส์ อยู่ลึก ๆ ทุกเรื่องนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอย่างโดยวิถีเถื่อนสถลคนขบถ หรือตาลหม้ายปลายคุ้ง บลูส์ขมขื่นกับชีวิตที่ฉาบด้วยคอเมดี้ แต่มันก็แข็ง ๆ เป็นเฮสกีย์ หรือวรวุธอยู่แหละ(หัวเราะ) ไม่พลิ้วแบบโรนัลดินโย่

เริ่มเขียนหนังสือได้อย่างไร

ก็เหมือนคนรักทางศิลปะ ไม่รู้เรื่องอะไรลูบคลำหาทางเอง แต่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยขยันส่งเท่าไร ตามนิตยสารนะ ไม่ได้ขยันเขียนเป็นไข่แบตเตอรี(คำของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)แต่ก็มีงานเก็บไว้พอสมควร ไม่ได้ไปเร่ขายด้วย ผมขายของที่ร้านแล้ว มีความรู้สึกว่า ชีวิตจะต้องขายกันทุกอย่างก็รับความรู้สึกนี้ไม่ค่อยได้ เหนื่อย… เป็นแบบฮอลิเดย์อาร์ติสต์ไง

ตอนเรียนไฟ้ฟ้าที่เทคนิคราชบุรี ชอบอ่านนิยายแนววิทยาศาสตร์นะ พวกวารสารมิติที่ 4 โนวา โลกวิทยาศาสตร์นี่ผมอ่านหมด ช่วงนั้นก็ปี 2525 จบมาเป็นครูเอกชนสอนไฟฟ้า คุยกับเด็กเรื่องการเดินทางไปกับเวลา พวกทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไอน์สไตน์พวกนี้ จนเด็กหาว่าเป็นอาจารย์เพี้ยน พอวารสาร มิติที่ 4 เปิดประกวดนิยายวิทยาศาสตร์ ผมก็ส่งไปเป็นแนวผลกระทบจากภาวะกรีนเฮาส์ เอฟเฟก ก็ได้รางวัลชมเชยมา แค่นั้นก็ดีใจแล้ว แต่ก็เอาดีไม่ได้เพราะไม่รู้เทคนิก อาจจะบ้าข้อมูลมากไป เลยไม่แจ้งเกิดทางนิยายวิทยาศาสตร์

ก็เปลี่ยนแนวมาเขียนให้ต่วย"ตูน ส่งไปสามเรื่องผ่านทุกเรื่อง ยังเก็บจดหมายจากลุงต่วยฉบับนั้นที่ตอบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ตอนนั้นอายุ 25 เบญจเพส ดูรายชื่อแล้ว ผมละอ่อนที่สุด(จะคุยว่าตนเองเป็นนักเขียนอายุน้อยในบรรดาความเก๋ากึกส์ไง… หัวเราะ) ก็ฮอลิเดย์อาร์ตมาเรื่อย ไม่ประสบความสำเร็จอะไรหรอก พอทน

ระหว่างเมืองกับชนบทชอบบรรยากาศแบบไหนมากกว่า

ชนบทซี

บรรยากาศมีผลกับการเขียนงานไหมครับ

ไม่รู้นะ…ก็พอสร้างฟีลได้ ภาษาดาราว่าบิ้วอารมณ์ซีนะ

มีผลงานที่ไหนบ้างนอกจากงานพ๊อคเก็ตบุ๊คของตัวเอง

เคยเขียนคอลัมน์ใน"อาทิตย์ทอดวง"ให้ป๋าบัญอยู่พักหนึ่ง นี่ก็เห็นว่าไปอยู่ในนิตยสารหัว"บิ๊ก"จะออกใหม่ ยังไม่เห็นมาชวนไปเขียน

สำหรับหนังสือเล่มใหม่วางแผนไว้อย่างไร

เหนื่อยนะ…เสร็จแล้วค่อยว่ากัน

คิดยังไงถึงตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเอง

ไม่ใช่สำนักพิมพ์อะไรหรอก ลงทุนพิมพ์เองก็ต้องหาชื่อให้มันถูกระเบียบไปแค่นั้น กับยอดขายบางเล่มก็ยังไม่กล้าสบตาภรรยาเจ้าของเงินอยู่เหมือนกัน ผมไม่มีเงินหรอก ภรรยาจ่ายพอติดกระเป๋าที่ละร้อยครึ่งร้อย ฤดูใด…ผมไม่กินเหล้าก็เหมือนพระแหละ วัน ๆ ไม่ได้ใช้เงินเลย ยี่สิบบาทในกระเป๋าอยู่ไง ก็อยู่งั้น

การทำธุรกิจสำนักพิมพ์เองมีปัญหาหรืออุปสรรคยังไงบ้าง

ขี้เกียจเข็นหนังสือจากสายส่งกลับบ้าน

ทำอย่างอื่นไหมนอกจากงานเกี่ยวกับหนังสือ

ช่วยภรรยาขายของบ้าง เคยเล่นหุ้นบ้าง(รุ่นลุงช่วยเมืองกาญจน์นะ เจ็บเป็นล้าน.แต่.เรื่องอะไรจะมาประท้วงราดอึ จำไว้เป็นบทเรียนดีกว่า ไม่ได้ว่าลุงช่วยนะ แกก็มีเหตุผลของแก ) ตอนลาออกจากราชการ เคยทำกิจการรถสิบล้อ เปิดร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า(อนุโมทนากิจการให้หุ้นส่วนไปแล้ว)เคย เลี้ยงวัวนม เจ๊งอีกเหมือนกัน เหลือเบสิกร้านบูติกเสื้อผ้า พออาศัยเลี้ยงอาตมาแลลูกเมีย อยู่กิจการเดียว

แบ่งเวลาในการเขียนงานอย่างไร

ไม่ได้ไข่แบตเตอรี แบ่งทำไมเวลา แต่…พักหลังไม่ค่อยได้เมา ก็ยังไม่ค่อยจะมีวินัยอยู่ดี ภรรยาว่าอยากเขียนนักนะ หนังสือ พอให้ทำจริง ๆ ก็เอาตัวไม่รอด โฮ…

ซีไรต์ปีนี้เป็นรอบของนวนิยาย ไม่ทราบว่าได้เตรียมตัวบ้างหรือยังครับ

มีปัญหาสองปัญหา คือ เสร็จทันหรือไม่ กับสองทุนที่จะพิมพ์

เป้าหมายสูงสุดในชีวิตนักเขียนวางความฝันนั้นไว้ตรงไหน

ขอมีความสุขกับการเขียนไปตามประสา ทำได้ เท่าที่ทำ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเป็นคู่แข่งในสนามนักล่ารางวัล ไม่ต้องกลัวว่างานผมจะเด่นดัง ผมก็ทำเล่น ๆ แบบฮอลิเดย์อาร์ติสต์ไปตามประสา พิมพ์มาไม่มีใครซื้อ ก็ไม่เห็นเดือดร้อน ใครมาซื้อผ้าถ้าสนใจหนังสือหนังหา ผมก็แถมแจกลายเซ็นไปให้ไปอ่าน มีความสุขดีออก

อือม…จริง ๆ ขอมีนิยายสักสองสามเรื่อง รวมเรื่องสั้นสองเล่ม กับบทกวีสักเล่มก็พอ ซึ่งอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ให้มันไปตามเรื่องของมัน

ชอบเขียนกลอน-กวี มีผลงานพวกนี้อยู่บ้างหรือเปล่า

อยู่ในแฟ้มไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่กลอนเฉียดวรรณกรรมแนวต่วยมีเป็นตั้ง จบขำก๊าก พุงกระเพื่อม อันนี้เขาไม่จัดเป็นกวีนิพนธ์ซีนะ

คิดอยากจะเขียนกวีอย่างจริงจังไหม

สักเล่มไง อาจอีกสิบปี เขียนสนองความอยากว่าข้าก็เขียนเป็น

มีปรัชญาในการดำเนินชีวิตไหม ถ้ามีอะไรคือปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิต

มีพรหมวิหารสี่ แผ่เมตตาให้ตนเองและผู้อื่นให้มากๆ แค่นี้วัน ๆ ก็ไม่ทุกข์แล้ว เบื่อทำสมาธิก็หาเหล้ากินบ้าง แค่นั้น กินได้ ร่างกายไม่มีโรคภัย กินเบื่อก็หยุด ผมเช็กทุกปีที่สถาบันมะเร็ง ลุงต่วยบอกว่าผมกินได้อีกนาน ฮ่ะๆๆ

คิดยังไงกับเรื่องคอนเนคชั่นกับวงการนักเขียน หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง คอนเนคชั่นจำเป็นไหมต่อการเกิดได้ในวงการนักเขียน

แต่ก่อนนั้น…ผมส่งงานไปในทางนิตยสาร ก็ยังต้องแง้มลุ้นระทึกอยู่ตลอด ตะกร้าซะล่ะมาก คอนเน็กชั่นไหมล่ะ ผมก็เป็นคนโบราณต่อการขายงานนะ ขายเสื้อผ้าง่ายกว่าเยอะ คือ ผมไม่กล้าถาม มันกระอักกระอ่วน ทำใจไม่ได้เมื่อถูกปฏิเสธน่ะ(ยิ้ม) เพราะคิดแบบสมัยเก่าว่า บอกอคือพระเจ้า บางทีมีเงินโผล่ในบัญชีหรือธนาณัติมาค่อยรู้ว่าเรื่องได้ตีพิมพ์ ผมไม่เคยหว่านงาน ถ้าเป็นประเด็นนี้นะ แม้แต่ บก.ต่วย ผมยังไม่ตามงานเลย จะลงไม่ลง ก็แล้วแต่ แต่เดี๋ยวนี้ จะเป็นยังไง คุณรู้ไหมล่ะ ว่าเขาเสนองานตามงานกันยังไง บอกผมหน่อย จะได้ริอ่านเอาอย่างมั่ง เผื่อจะได้เป็นนักเขียนขายดีมีบอกอเรียกหา(หัวเราะ)

แต่ไอ้ส่วนคอนเน็กชั่นที่จะมาเป็น บก.ดี ๆ เวลารวมเล่มนี่สำคัญนะ แต่สรุปแล้ว คงไม่มีใครช่วยใครได้นัก ถ้างานไม่ดี ป๋าดันก็ไม่มีความหมาย

พักหลังนี้ ผมไม่ค่อยส่งตามนิยตสารเลย เพราะภรรยาว่า คุณจะไปปลูกหอม ปลูกกะเทียมทำไม บอกว่าให้ปลูกมะม่วงเขียวเสวย(ทำนิยายเป็นเล่ม/ อีติดใจเรื่องโพรงมะเดื่อที่ยอดขายพอมีกำไร) ผมก็จะส่งเฉพาะบอกอที่ขอต้นฉบับมา

มีความเห็นอย่างไรกับการประกวดวรรณกรรมในยุคปัจจุบัน

ศิลปินแต่ก่อนวัด วังเลี้ยง ตอนนี้ให้บริษัทเลี้ยงบ้างก็ไม่แปลก แต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากนัก หาวิธีเลี้ยงตัวเองไว้ก่อน ไม่ประมาทดี

เวลาเขียนงานไม่ออกมีวิธีผ่อนคลายยังไง

ก็บอกแล้วไงว่า ผมไม่ได้เป็นนักเขียนนักไข่แบตเตอรี

มีใครเป็นต้นแบบไหนการเขียนงานไหม

ชอบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช -ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว แถว ๆ นี้แหละ ผมชอบตำนาน

ระหว่างวรรณศิลป์กับเนื้อหาที่นำเสนอในงานเขียนให้น้ำหนักส่วนไหนมากกว่ากัน

ก็ต้องมีเรื่องที่จะเล่าก่อน

หัวใจนักเขียนของคุณประมวลคืออะไร (นิยามของความเป็นนักเขียน)

"งานเขียน คือศิลปะแห่งชีวิตที่คุณสามารถลิขิตเอาตามชอบได้"(ก็ฮอลิเดย์อาร์ติสต์ นั่นแหละ…เราต้องอยู่เหนืองาน อย่าให้งานมาบงการเหนือชีวิตเรา ว่าจะต้องยังงั้น ยังงี้ โลกนี้มาทางทำมาหากินเยอะแยะมากกว่าเขียนหนังสือ ผมเลยไม่ซีเรียสต่อทุกกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับมัน)

ผลงานรวมเล่มของผู้เขียน
เทพบุตรแหบิน รวมเรื่องสั้น 2540 พิมพ์ 2 ครั้ง สำนักพิมพ์ พี วาทิน พลับลิเคชั่น

แบล็กคอเมดี้ของทิดเหนาะ(รวมเรื่องสั้นเฉพาะกิจ 20 ปี 20 ปก ของ ดอกหญ้า ปี 2545

โพรงมะเดื่อ นวนิยาย(ชอร์ตลิสต์สุดท้ายรางวัลซีไรท์ปี 2546 และรางวัลชมเชย 7 บุ๊ค

อะหวอร์ดส์ ปี 2547 พิมพ์ 2 ครั้ง สำนักพิมพ์คนตะวันตก

ในโพรงมล้างวิญญาสมัย รวมเรื่องสั้น 2548 สำนักพิมพ์คนตะวันตก

และล่าสุด หุบพงไพร นวนิยายแบบ"นัวร์" เขียนมานานพร้อมกับโพรงมะเดื่อแต่จบจริง เมื่อ เมษายน 2548 (รอการตีพิมพ์)

***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***

bb
Copyright 2004 THAIWRITER.ORG All rights reserved
contact us: webmaster@thaiwriter.org