Welcome to Thaiwriter.org
เว็บไซต์ "ชุมนุมนักเขียนไทย" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวงการวรรณกรรมไทย
THAIWRITER.ORG The Writers' Community of Thailand

นาม: พรพรรณ จันทโรนานนท์

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ อาจารย์พรพรรณ จันทโรนานนท์ หลายๆ คนโดยเฉพาะผู้ที่มีความสนใจศึกษาเรื่องราวของขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของจีน จะรู้จักกันดี ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นพิเศษ และยังได้เขียนบทความและหนังสือเอาไว้หลายเล่ม

แต่ใครจะรู้บ้างว่า นอกจากเรื่องราวของจีนแล้ว อาจารย์พรพรรณยังมีความสนใจในเรื่องทางโบราณคดีอีกด้วย

"…ตอนที่เรียนที่มหาวิทยาลัยตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะชอบนะคะ แต่พอเรียนไปนี่ โอ้โห อย่างวิชาโบราณคดีที่เราเรียนนี่ให้อะไรเยอะแยะ ให้พื้นฐานในแนวคิด ให้พื้นฐานในการทำงาน เพราะเราเรียนจาก Primary source เป็นหลักฐานชั้นต้น อย่างโบราณสถาน โบราณวัตถุ สิ่งเหล่านี้จะสอนให้เราคิดเป็นนะคะ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคนที่เรียนโบราณคดีไปนี่จะมีแนวทางของตัวเอง จะค้นพบตัวเอง มันเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราคิดเป็นและมองการทำงานเป็นว่าถ้าจะเริ่มงานชิ้นหนึ่งนี่ต้องเริ่มยังไง หรือถ้าจะทำเรื่องนี้ต้องคิดอะไรและคิดยังไง ซึ่งจะไม่เหมือนคนอื่น เพราะเราอ่านหนังสือที่ไม่เหมือนคนอื่นนะคะ"

"ส่วนความสนใจในเรื่องของจีนนี่ได้ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะสมัยก่อนพ่อแม่จีนถ้ามีฐานะพอสมควรจะต้องได้เรียนจีนนะ อย่างพ่อแม่ดิฉันพอมีฐานะบ้างนี่ก็จะให้เรียนจีน เพราะมันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาว่าลูกหลานควรได้รู้เรื่องจีนมากๆ แต่ตอนนั้นเรียนไม่ค่อยได้เพราะมีการจับเรื่องคอมมิวนิสต์กัน เราก็ต้องแอบเรียน เรียนไปก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเรียนไปหยุดไปเพราะมีตำรวจมาจับ เลยไม่ค่อยได้เรียนมากเท่าไหร่"

"แต่พื้นความรู้เรื่องจีนนี่พอมีอยู่ ดิฉันชอบภาษาจีนนะคะ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 มีเพื่อนเยอะ เพราะเป็นคนชอบพูดชอบคุย สงสัยอยากรู้อะไรก็จะถามจะคุย ก็จะมีคนรู้จักที่เป็นคนไทยแล้วสามีเขาเป็นคนฮ่องกงก็ได้รู้จักกัน เดี๋ยวนี้ดิฉันก็นับถือเป็นอาจารย์ แล้วก็มี อาจารย์มาลินี ชาญวิภาตย์ ที่สอนภาษาจีนดิฉันตอนเรียนปริญญาตรี ตอนนี้ท่านก็ยังสอนอยู่ที่เอแบคนะคะ ท่านก็มาชวนว่าไปเป็นล่ามไหม ไปเป็นล่ามให้ ชีเชง เป็นนักวิ่งไต้หวันที่มีชื่อเสียงมาก ก็เริ่มจากตรงนั้นค่ะ"

"ที่จริงตอนเด็กๆ ที่จริงก็รู้ภาษาจีนยังไม่เยอะนะ ตอนที่ได้รู้เยอะจริงๆ คือ ช่วงไปเรียนที่สิงคโปร์ เพราะช่วงเรียนปริญญาโทนี่ไม่ได้เรียนเลย ทิ้งไปเลย ช่วงเรียนปริญญาตรีนี่ยังมีไปเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์ แต่ไม่ได้มีเงินจ่ายค่าเรียนเขาหรอกนะคะ ไปเรียนที่บ้านอาจารย์ แล้วก็ช่วยอาจารย์เลี้ยงลูกชาย แล้วอาจารย์ก็บอกว่าให้กินข้าวด้วยกันนี่แหละ ก็เช้าไป แล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงกับอาจารย์ พูดภาษาจีนกันทั้งวันเลยแล้วเย็นก็กลับ ก็ช่วยอาจารย์ดูลูกบ้างเป็นบางที"

"ชอบภาษาจีนมานานแล้วละ ทีนี้พอไปเรียนวรรณคดีมันก็บวกกันเข้าพอดี"

จากความสนใจในเรื่องราวทางโบราณคดี ขนบประเพณีวัฒนธรรม เมื่อรวมกับความชอบในภาษาจีน จึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวกันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

"การเรียนภาษาจีนมันให้ประโยชน์เยอะกว่าที่คิดนะ คือ บังเอิญสมัยเรียนที่เราได้เขียนบทความอะไรต่ออะไรอยู่นี่มันก็มีพื้นทางจีนด้วย ดิฉันคิดว่า ถ้าใครคิดจะศึกษาแต่เรื่องของตัวเองนี่มันออกจะแคบเกินไป ยกตัวอย่างง่าย ในแต่ละประเทศก็ไม่ได้มีคนแค่ชนชาติเดียว อย่างประเทศจีนนี่ก็มีตั้งห้าสิบห้าชนเผ่า และยังกระจายอยู่ทุกประเทศ การจะศึกษาอะไรให้ลึกซึ้งแต่เรื่องราวของตนเองอาจจะถูก แต่ว่าถ้าเราจะเรียนรู้อะไรให้มันกว้างไกลออกไปก็จะได้อะไรมากขึ้น"

"เราเรียนจีนเราจะได้รู้อะไรหลากหลาย แล้วมันก็สัมพันธ์กัน อย่างเรื่องคนไทยมาจากไหนนี่ก็ยังเป็นเรื่องที่วิจัยกันไม่จบไม่สิ้น สมัยก่อนในทำเนียบฯ จะมีคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งต้องศึกษาจากเอกสารภาษาจีน ซึ่งตอนนี้ได้โอนย้ายไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานนี้ที่เรากำลังดูเรื่องชนชาติไทย ก็คือดูรากเหง้า ก็เท่ากับว่าการที่เรารู้เรื่องจีน เรียนรู้เรื่องนี้มันก็ไปต่ออีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยมันก็ทำให้ประวัติศาสตร์เราเคลียร์ขึ้น เท่ากับเรียนจีนมาเพื่อจะมามองไทยให้เคลียร์ขึ้น คนที่เขาเรียนไทยมาเฉยๆนี่ก็อาจจะมีข้อมูลน้อย คงไม่สามารถมองได้ชัดหรอก มันต้องศึกษาจากที่อื่นด้วย ไม่เฉพาะแต่เรื่องจีนหรอกนะคะ แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย และถ้าเราได้เรียน ก็คือเรียนเพื่อเอามาพัฒนาของเราให้ดีขึ้น ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันหมด"

นอกจากนั้นแล้ว เรายังสามารถศึกษาและเรียนรู้สิ่งดีๆ จากเรื่องราวของชาวจีน เพื่อนำมาพัฒนาตัวเราเองอีกด้วย

"คนจีนนี่เป็นคนขยัน แล้วก็เป็นคนที่จ้องเวลาหาโอกาสทำประโยชน์ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้อะไร อาจเพราะประเทศเขามีการแข่งขันสูง แม้ว่าระบบคอมมิวนิสต์จะทำให้เขาคิดกันไม่ค่อยกว้างเท่าไหร่ แต่ความขยันของเขาเยอะ เพราะว่าการแก่งแย่งของเขาเยอะ โอกาสของเขามันน้อยแต่คนเขาเยอะ"

"แล้วคนจีนก็รักพวกพ้องนะ ช่วยเหลือกัน ขยัน เอาจริงเอาจัง ตรงต่อเวลา ใฝ่หาความรู้ ประเภทที่พอได้เงินแล้วไม่มาทำงาน เงินหมดค่อยกลับมาทำใหม่นี่คนจีนไม่มีนะ"

จากจุดเริ่มต้น คือ ความสนใจที่จะศึกษา ในที่สุดก็ออกมาเป็นงานเขียนเป็นครั้งแรก

"เขียนเรื่องจีนเป็นครั้งแรกตอนเรียนศิลปากร ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องโบราณคดี แต่ตอนนั้นเป็นงานแปล ท่านอาจารย์ชิน อยู่ดี เอางานมาให้ดิฉันแปล เป็นบทความเรื่องสิ่งที่ค้นพบใหม่ทางโบราณคดีของจีน ลงในวารสารรามคำแหง จากนั้นก็มีการทำสืบเนื่องกันมา แต่ทำเพราะเรียนปริญญาโทนะคะ เป็นเปเปอร์ที่ต้องทำ"

ในระยะแรกเป็นเรื่องที่ถูกบังคับทำโดยหน้าที่และการศึกษา แต่ต่อมากลับเกิดความรู้สึกอยากจะทำด้วยตัวเอง

"ดิฉันอ่านหนังสือจีนมาก แล้วไปเห็นบทความไทยที่บางทีอ่านแล้ว เอ๊ะ มันไม่ใช่ ตรงนี้มันผิดนี่ ก็เคยเขียนบทความแย้งเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่กล้าไปแย้งมาก (หัวเราะ) คือเราอ่านหนังสือจีนเยอะ แล้วเราก็ชอบ และเราก็รู้ว่าเรื่องตรงนี้มันเป็นอย่างนี้ๆ นะ พอไปเห็นคนอื่นอ้างเรื่องมาผิดๆ เราก็อยากจะเขียนให้มันถูก"

ก็เลยเขียนมาจนถึงทุกวันนี้…

"การเขียนหนังสือจีนก็มีสิ่งที่ยาก คือ เรื่องของเสียง พวกคำต่างๆ ที่ต้องหาตัวสะกดมาเขียนเทียบให้ออกเสียงได้ใกล้เคียงกันที่สุด บางทีในภาษาไทยมันไม่มี ก็ต้องพยายามหา และอย่างคำบางคำ เวลาเขียนก็ต้องใส่วงเล็บข้างหลัง ว่าคำนี้หมายถึงอะไร เพราะว่าถ้าไม่มีพื้นมาก่อนเลย มาอ่านจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ต้องอธิบาย ก็จะทำให้เขียนยาก แต่หลังๆนี้คนไทยเริ่มมีพื้นเรื่องจีนเยอะ รู้มากขึ้น ก็แทรกน้อยลง"

"โครงการต่อไปที่อยากเขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ คือเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้น่ะค่ะ ประเพณี ขนบธรรมเนียม พิธีกรรม แล้วเรื่องจีนนี่มีวิญญาณเยอะมาก ที่มันเกี่ยวกับประเพณี อย่างประเพณีทิ้งกระจาด การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แต่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้งานเยอะมาก"

เราได้ถามอาจารย์ว่า สำหรับคนทั่วไปที่สนใจอยากศึกษาเรื่องจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา หรือการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ของจีน ควรจะเริ่มต้นอย่างไร

"แนะนำเลยว่า ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องจีนอย่างจริงจังนี่ควรจะเรียนภาษาจีนก่อน"

เราร้องโอ๊ย..เพราะในความรู้สึกแล้ว ภาษาจีนดูยากเหลือเกิน

แต่อาจารย์พรพรรณยืนยันว่า ภาษาจีนง่ายกว่าที่คิด

"เรียนภาษาจีนไม่ยากเลย แต่ต้องเรียนพูดให้ได้ก่อน ยังไม่ต้องไปจำพวกตัวเขียน ถ้าพูดได้ก่อนพอไปเห็นตัวเขียนจะเข้าใจและจำได้เร็ว การไปท่องจำตัวเขียนก่อนจะทำให้รู้สึกว่ายาก"

"เมื่อรู้ภาษาจีนก็จะทำให้ศึกษาเรื่องของจีนได้ดีกว่าไม่รู้ เพราะเราสามารถอ่านจากงานต้นฉบับที่เป็นภาษาจีนได้เลย ไม่ต้องไปอ่านที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งบางทีก็อาจมีความผิดพลาดได้ ถ้าเรารู้ภาษาจีน เราอยากค้นเรื่องอะไรก็ทำได้ง่าย"

"แต่ถ้าสนใจศึกษา หนังสือไทยที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องจีนตอนนี้มีเยอะมาก ที่แนะนำว่าควรจะอ่านมากๆ คือ พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพฯ ทุกเล่ม เพราะพระราชนิพนธ์ของท่านได้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลจริงๆ ท่านเสด็จเยือนประเทศจีนบ่อยมาก ข้อมูลของท่านไม่มีการผิดพลาด และก็อ่านสนุกด้วย"

และสุดท้าย ฝากความคิดไว้สำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่เคยมีความคิดว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสนใจศึกษาเรื่องราวของชนชาติอื่น เพราะเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป ก็ควรจะเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ได้แล้ว เพราะว่า..

"เดี๋ยวนี้โลกมันแคบลง เรามีอินเตอร์เนต มีการติดต่อธุรกิจกันมากมายไปทั่วโลก เราก็ควรมีความรู้และมุมมองที่กว้างขวางขึ้น"

"สมัยนี้ เราต้องโกอินเตอร์กันแล้ว.."

***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***

bb
Copyright 2004 THAIWRITER.ORG All rights reserved
contact us: webmaster@thaiwriter.org