Welcome to Thaiwriter.org
เว็บไซต์ "ชุมนุมนักเขียนไทย" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวงการวรรณกรรมไทย
THAIWRITER.ORG The Writers' Community of Thailand

นาม: ์นกป่า อุษาคเนย์


สำหรับ ‘ คอวรรณกรรม ' คงคุ้นนาม ‘ นกป่า อุษาคเนย์ ' ที่สร้างชื่อจากเซคชั่วรรณกรรม ‘ อาทิตย์ทอดวง ' ไม่มากก็น้อย …

‘ นกป่า ' คือคนวรรณกรรมรุ่นใหม่ที่ขึ้นชกอยู่บนสังเวียนหนังสือมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 2540 แม้ว่าจะยังไม่มี ผลงานรวมเล่มเดี่ยวๆ เป็นของตัวเอง แต่เขาก็ส่งผ่านงานเขียนลงสู่เวทีวรรณกรรมมาแล้วหลายแห่ง

‘ นกป่า ' เคยเป็นคอลัมนิสต์ที่นิตยสาร ‘ เนชั่นสุดสัปดาห์ ' , หนังสือพิมพ์ ‘ บางกอกทูเดย์ ' , นิตยสาร POLITICS, นิตยสาร ‘ คนมีสี ' , เป็นผู้สื่อข่าวพิเศษให้กับหนังสือพิมพ์ ‘ ผู้จัดการ ' , นิตยสาร M , นิตยสาร ‘ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ' , หนังสือพิมพ์ ‘ ข่าวสด ' , และเคยเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร discazine , นิตยสาร ‘ คนรักหนังสือ ' ทั้งยังมีผลงานเรื่องสั้น บทกวี และความเรียง รวมอยู่กับนักเขียนท่านอื่นอีกหลายเล่ม

ปัจจุบัน ‘ นกป่า ' เป็นบรรณาธิการ ‘ สำนักพิมพ์ทางเลือก ' สำนักพิมพ์ทุนน้อยซึ่งกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ด้วยผลงาน มากถึง 30 ปก …

‘ ประพันธ์สาส์นดอทคอม ' นัดพบ ‘ นกป่า ' ณ ค่ำวันหนึ่งในงานเสวนา ‘ ไซเบอร์สเปซ : พื้นที่วรรณกรรม เปิดใหม่ ' ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต …

- ช่วยบอกประวัติย่อๆ เช่น เป็นคนที่ไหน จบการศึกษาอะไรมา

แม่เล่าว่าตอนผมใกล้คลอดนั้น แม่กำลังตักแกงราดข้าวให้ลูกค้า กระทั่งปวดท้องจนทนไม่ไหวจึงขึ้นซ้อน ท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อซึ่งเพิ่งกลับจากที่ทำงานเพื่อไปโรงพยาบาลหัวเฉียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เดือนกุมภาปี 16 ครับ … ส่วนการศึกษานั้นผมจบ วท.ม.จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โปรแกรมภาษาอังกฤษภาคค่ำ คือผมเรียน ด้วยทำงานด้วยมาตั้งแต่ชั้น ปวช.ที่วิทยาลัยพณิชยการธนบุรีจนถึปริญญาโท … ช่วงวัยรุ่นก็เริ่มฟังดนตรีร็อค จากนั้น ก็เริ่มแกะเพลง-ฝึกคอร์ดกีตาร์กันมากับน้องชาย(สอง พาราด็อกซ์)จนระยะหนึ่งผมหันไปชอบ ‘ คาราบาว ' ได้อ่านเจอ

บทสัมภาษณ์ของคุณแอ๊ดที่พูดถึง ‘ หงา คาราวาน ' ก็ไปค้นคว้าผลงานของน้าหงามาเสพด้วยความสนใจ ซึ่งเรื่องราว ในนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ 14 ตุลา ' และในขบวนการ 14 ตุลา ที่ผมศึกษาต่อมาก็พบชื่อของ ‘ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ' และนักเขียนคนสำคัญในยุคนั้นอีกหลายท่าน สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ผมเริ่มสนใจวรรณกรรม

- เริ่มเขียนและเข้ามาอยู่ในวงการหนังสือได้อย่างไร

ผมระลึกอยู่เสมอว่าพี่เวียง-วชิระ บัวสนธ์ เป็นคนชักนำเข้าสู่วงการ เริ่มต้นจากการที่ผมโทรศัพท์ไปหาแก ที่สำนักพิมพ์สามัญชนเพื่อถามไถ่ถึงหนังสือของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเล่มหนึ่ง ซึ่งผมก็จำเหตุผลไม่ได้แล้วว่าทำไม ถึงอยากได้เล่มนี้มากในช่วงนั้น ทั้งที่ผมก็เป็นแฟนหนังสือของอาจารย์เสกและก็มีหนังสือของท่านแทบจะทุกเล่ม อยู่แล้ว … พี่เวียงก็ใจดีเหลือหลาย บอกว่าให้ไปหาแกที่บูธสามัญชนในงาน ‘ นายผีคืนถิ่นแผ่นดินแม่ ' แล้วแกจะจัด ให้ … จากนั้นก็ได้ติดต่อสัมพันธ์กับพี่เวียงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในส่วนของงานเขียนของผมที่ปรากฏต่อสาธารณะนั้น

เริ่มต้นที่เว็บไซต์ manager.co.th ซึ่งผมรับหน้าที่ดูแลด้านเทคนิคอยู่ในช่วงปี 2541-42 โดยขออนุญาตเว็บ มาสเตอร์คือคุณสมพงษ์ สุวรรณจิตกุล(ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผู้จัดการ)ว่าอยากช่วยสลับเขียนคอลัมน์ วิจารณ์หนังที่ท่านเขียนอยู่ ซึ่งคุณสมพงษ์ก็อนุมัติด้วยความเมตตา ต่อมาผมเดินไปหาพี่บัญชา อ่อนดีที่ ‘ โต๊ะข่าว วรรณกรรม ' ว่าอยากช่วยทำเซคชั่น ‘ ผู้จัดการวรรณกรรม ' ซึ่งผมติดตามอ่านมานาน และก็ได้ทำต่อมา กระทั่งกลาย ไปเป็น ‘ อาทิตย์ทอดวง ' จนเปลี่ยนมาเป็น Metro Life ในที่สุด … ที่ผมเข้าไปทำงานที่ ‘ ผู้จัดการ ' ได้ก็เพราะพี่

เวียงเคยแนะนำให้รู้จักพี่บัญชา ซึ่งเมื่อผมไปสมัครงานที่ manager.co.th ผมก็ใช้ชื่อพี่บัญชาเป็นผู้ Recommend… ส่วนงานเขียนชิ้นแรกๆ นั้น ผมเริ่มจากการเขียนเรื่องสั้นส่งไปให้นิตยสาร ‘ ช่อการะเกด ' พิจารณา ซึ่งได้แค่ ‘ ผ่านรอ ' ในเล่มสุดท้ายก่อนที่ช่อการะเกดจะปิดตัวครับ

- แล้วมาทำที่สำนักพิมพ์ทางเลือกได้อย่างไร

หลังจากที่ผมออกจากผู้จัดการพี่เวียงก็แนะนำจ๊อบให้ที่เครือ GM คือนิตยสาร M อยู่พักหนึ่ง จากนั้น คุณพจนาถ พจนาพิทักษ์ก็ชวนให้ไปช่วยงานที่นิตยสาร discazine ระหว่างนั้นคุณสมพงษ์ สุวรรณจิตกุล ติดต่อมาว่ามีเพื่อนของคุณทักษ์ศีล ฉัตรแก้ว(เจ้าของนิตยสาร Corporate Thailand และ mba ) อยากได้

คนไปช่วยทำสำนักพิมพ์ ซึ่งก็คือสำนักพิมพ์ทางเลือก

- ในฐานะที่สำนักพิมพ์ทางเลือกเคยหยิบเอาหนังสือทำมือมาทำเครื่อง อยากถามถึงสถานการณ์หนังสือทำมือตอนนี้บ้าง ว่าเป็นยังไง

จากการที่ได้คลุกคลีกับแวดวงหนังสือทำมือ ผมพบว่าปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้ใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำ หนังสือทำมือก็คือความอยากมีตัวตนหรือมีชื่อเสียงในวงการนี้ รองลงมาเป็นเรื่องการระบายความอึดอัดที่ชิ้นงานซึ่ง ประพันธ์ขึ้นอย่างยากลำบาก แต่กลับไม่ได้รับการเผยแพร่ในสื่อกระแสหลัก เช่นสนามวรรณกรรมตามหน้านิตยสาร และการรวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค เหตุผลคือในช่วงปี 43 ที่หนังสือทำมือบูมนั้น พิษไข้จากเชื้อโรคต้มยำกุ้งกำลัง สำแดงอาการ ธุรกิจหนังสือจำเป็นต้องคัดพิมพ์เฉพาะงานที่เซฟองค์กรมากที่สุด ซึ่งก็คืองานที่ขายได้ ดังนั้นพื้นที่ของ นักเขียนซึ่งยังไม่มีตัวตนหรือยังไม่มีชื่อเสียงที่จะรับประกันความเสี่ยงเรื่องการเจ๊งจึงต้องถูกปิดไปโดยปริยาย … และเมื่อคุณจี๋เจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ เปิดประเด็นเรื่องหนังสือทำมือขึ้น ก็คล้ายกับการเปิดพื้นที่ให้กับคนเขียน หนังสือที่ยังไม่มีตัวตนหรือยังไม่มีชื่อเสียงเหล่านั้น รวมทั้งเป็นสนามสำหรับระบายความอึดอัดด้านวรรณกรรมดังที่ กล่าวมา … แต่หลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ธุรกิจทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สถานการณ์ปัจจุบันของหนังสือทำมือ ก็จำต้องซบเซาลงไปเป็นธรรมดา เนื่องจากเวลานี้พูดง่ายๆ ว่าสำนักพิมพ์ต่างๆ วิ่งหาต้นฉบับกันขาขวิด เกิดการแย่ง นักเขียน , แย่งผลงานแปล และขโมยบทประพันธ์กันอุตลุต บวกรวมเข้ากับการที่เศรษฐีหรือผู้มีอำนาจหลายต่อหลาย คนได้โยนเศษเงินลงมาให้กองประกวดวรรณกรรมใหม่ๆ ทั้งหลาย เพื่อสร้างภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้การมีตัวตนหรือความมีชื่อเสียงของนักเขียนรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย และความอึดอัดเรื่องการเผยแพร่ผลงาน ในสื่อกระแสหลักก็คงไม่เหลือหลออีกต่อไป กล่าวอีกแบบก็คือคนเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยหนังสือทำมือเป็นบันไดเลื่อน อีกแล้ว จึงส่งผลให้กระแสหนังสือทำมือซาลง โดยเฉพาะในงานมหกรรมหนังสือทำมือครั้งล่าสุดที่กลุ่มใบไม้ป่าจัดขึ้น ผมแทบไม่เห็นหนังสือวรรณกรรมทำมือเหมือนอย่างสมัยที่คุณวชิรา a day , คุณเหมา ต้าเจียห่าว หรือคุณธวัชชัย คิดอ่าน แห่งนิตยสาร Lite เคยทำออกมาเลย มีก็แต่สมุดบันทึก โปสการ์ด หรือของจุ๋มจิ๋ม

- กลุ่มใบไม้ป่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและวางเป้าหมายไว้อย่างไร … แล้วทำไมถึงได้เข้ามาร่วมกลุ่ม

ผมรู้จักกับกลุ่มใบไม้ป่าตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อกลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ซึ่งกลุ่มนี้ได้เข้าไปช่วยพี่เวียงจัดงาน ‘ เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง ' กับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ผมได้มีโอกาสร่วมอยู่ในทริปนั้นด้วย จึงได้สัมพันธ์กันมา จนถึงทุกวันนี้ … ในมุมมองของผมเข้าใจว่าเป้าหมายของกลุ่มใบไม้ป่าคงไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงเงินทองหรืออำนาจวาสนา ในวงวรรณกรรม คิดดูสิครับว่ามีที่ไหนจัดกิจกรรมแต่ละทีทุนหายกำไรหด หลายครั้งที่ผมอยู่ร่วมเหตุการณ์ในวันเก็บ เต้นท์-เคลียร์เวทีและจัดการเรื่องบัญชีรับจ่าย ซึ่งก็เห็นกับตาเลยว่าเข้าเนื้อ ดังนั้นผมจึงเข้าใจมาตลอดว่าแค่มีเสียงชม เบาๆ จากปากใครสักคนพวกพี่เขาก็คงพอใจแล้ว(ยิ้ม)

- จุดมุ่งหมายของงานอินดี้บุ๊คที่กลุ่มใบไม้ป่าทำอยู่วางเป้าหมายไว้อย่างไร

เป้าหมายแรกคือการรวบรวมคนทำหนังสือทำมือให้มารู้จักกันให้มากที่สุด นั่นคือการลงแรงจัดงานมหกรรม หนังสือทำมือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย 3 ครั้งที่ผ่านไป ส่วนเป้าหมายรองลงมาคืออยากสร้างมาตรฐานให้กับ งานวรรณกรรมที่อยู่ในรูปลักษณ์หนังสือทำมือ ซึ่งก็เป็นที่มาของการจัดประกวดรางวัลหนังสือทำมือ Thailand Indy Book Awards หรือ MBK Indy Book Awards เดิม ที่สร้างนักเขียนหน้าใหม่มาไม่ต่ำกว่า 30 คนเข้าไปแล้ว รวมถึงการประกาศเกียรติรางวัล ‘ หนังสือทำมือเกียรติยศ ' เพื่อให้เกิดเป็นแบบอย่างสำหรับนักเขียน รุ่นใหม่ในอนาคต

- ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

อาชีพหลักผมคือบรรณาธิการสำนักพิมพ์ทางเลือก นอกจากนี้ยังแบ่งเวลามาช่วยอาจารย์ตรีศิลป์ทำนิตยสาร คนรักหนังสือ และยังรับจ๊อบทำข่าว-เขียนคอลัมน์ให้กับสื่ออีกหลายแห่ง เช่นที่เนชั่นสุดสัปดาห์, ผู้จัดการ, คนมีสี ฯลฯ

- รู้สึกว่าเป็นคนที่ทำกิจกรรมในวงการวรรณกรรมเยอะแยะมากมาย กิจกรรมตรงนั้นให้อะไรบ้าง

กิจกรรมในวงการวรรณกรรมที่เปิดโอกาสให้ผมเข้าไปร่วมอย่างเป็นทางการที่สุดคือโครงการ 100 ปี ศรีบูรพา ที่แม้ว่าผมจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักแต่ก็ได้เข้าไปเห็นวิธีการทำงานในระดับมาตรฐานที่คนวรรณกรรมร่วมทำกับ ภาครัฐ ยิ่งเมื่อได้เห็นความเป็นมืออาชีพของคนอย่างพี่ประยอม ซองทอง พี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี พี่ชมัยภร แสงกระจ่าง พี่สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย และพี่อำนวย จั่นเงิน แล้วยอมรับว่าทึ่งในความทุ่มเทของท่านเหล่านั้นจริงๆ ส่วนงานกิจกรรมด้านวรรณกรรมอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นกิจกรรมของกลุ่มใบไม้ป่ากระมัง ซึ่งนอกจากความเป็น เพื่อนที่ทำให้ผมได้เข้าไปช่วยหยิบจับโน่นนิดนี่หน่อยแล้ว กลุ่มอื่นๆ ผมยังไม่เห็นความจริงจังอะไรที่จะต้องแบก ความจริงใจเข้าไปร่วม

- จากหลายๆ งานที่เคยรับผิดชอบมา … รู้สึกว่าคนวรรณกรรมร่วมกิจกรรมกันมากหรือน้อยอย่างไร

กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ผมได้เข้าร่วมในฐานะผู้สื่อข่าววรรณกรรมล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์โภชผล ด้านเงินทองแทบทั้งนั้น ผมคิดว่าวงการหนังสือควรสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมวรรณกรรมดีๆ เช่นวันมอบรางวัล ‘ ปราศ ราหุล ' , วันชุมนุม ‘ ช่างวรรณกรรม ' , วันมอบรางวัล ThaiWriterAwards , วันฉายหนังของกลุ่ม

‘ ฟิล์มไวรัส ' หรือกิจกรรมของ ‘ สำนักหนังสือใต้ดิน ' ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

- ได้ข่าวมาเกี่ยวกับรางวัลที่เพิ่งจะได้เข้ารอบตัดสินด้วย ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย

ช่วงที่ผ่านมาผมมีส่วนร่วมอยู่ในการประกวด 2-3 รางวัล หนึ่งคือเป็นคณะกรรมการตัดสินวรรณกรรมของ ชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ และเป็นผู้ประสานงานการประกวด Thailand Indy Book Awards สองรางวัลนี้ ช่วยปลุกเร้ากำลังใจในด้านวรรณกรรมของผมเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะผมได้เห็นผลงานของคนเขียนหนังสือดีๆ อีกเยอะที่ยังไม่ได้รับโอกาสจากสื่อกระแสหลัก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นที่เว็บไซต์ประพันธ์สาส์นมาสัมภาษณ์ผม ซึ่งไม่มี ทางอยู่แล้วที่คนวรรณกรรมตัวน้อยๆ จะได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลัก คนเขียนหนังสือหน้าใหม่ก็เช่นกัน ปีหนึ่งๆ เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสโผล่หน้าไปออกสื่อได้เลย ซึ่งการประกวดทั้งสองงานที่กล่าวไปทำให้พวกเขาได้มี โอกาสนำเสนอผลงาน และก็เป็นผลงานที่ดีเสียด้วยโดยเฉพาะผู้ที่ชนะในแต่ละสาขา … ส่วนอีกรางวัลหนึ่งซึ่งผมได้ ไปเกี่ยวข้องด้วยคราวนี้ในฐานะผู้เข้าประกวดคือรางวัล Yong Publisher Awards ของ British Council ที่ผมได้รับการคัดเลือกให้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ซึ่งผมก็เสนอ paper ให้เขาไปถึงวิสัยทัศน์ของผมต่อ วงการวรรณกรรมไทยนั้นมีอะไรบ้าง … เล่าให้ฟังย่อๆ ก็ได้ คือผมเสนอไปว่าบ้านเราควรมี database หรือ ‘ ฐานข้อมูล ' หนังสือ ที่พอมีหนังสือออกใหม่ สำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องพิมพ์รายละเอียดทั้งหมดของหนังสือและ scan ปกเข้าไปรวมไว้ในที่เดียวกันโดยใช้ ISBN เป็นตัวแยกแยะเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ทีนี้เมื่อมีใครสักคนจะเปิด ร้านหนังสือใหม่หรือบรรณารักษ์หรือสำนักพิมพ์ต่างประเทศที่ต้องการจะแปลผลงานของนักเขียนไทยก็จะสามารถ เข้าไปเลือกดูหนังสือจากฐานข้อมูลนี้ได้ทันที … อีกเรื่องก็คือประเด็นสามเหลี่ยมสมดุลที่ครอบหัวคนอ่านอยู่นั้น ผมเห็นว่าทุกวันนี้สามเหลี่ยมด้านแรกคือสื่อวรรณกรรมที่เข้มแข็งหมายถึงสนามวิจารณ์ที่เป็นกลางนั้นยังไม่มี ส่วนสามเหลี่ยมอีกด้านคือสำนักพิมพ์ ก็มุ่งแต่เรื่องยอดขาย และสุดท้ายคือสามเหลี่ยมด้านร้านค้าซึ่งก็เป็นคน คนเดียวกับสำนักพิมพ์และเป็นสื่อเองด้วย หนำซ้ำยังเป็นสายส่งอีกต่างหาก ซึ่งผมเสนอบทสรุปไปว่าสามเหลี่ยมที่ว่านี้ มันไม่สมดุล

- แล้วจะทำให้สามเหลี่ยมมันสมดุลได้อย่างไร

ต้องเขียนกฎหมายเหมือนประเทศเยอรมันที่ห้ามลดราคาหนังสือออกใหม่ภายในกี่ปีก็ว่าไป หรือต้องร่างระเบียบ คล้ายของอเมริกาที่ให้แยกสำนักพิมพ์ออกจากสื่อมวลชนและแยกสำนักพิมพ์ออกจากการเป็นร้านค้า แล้วทุกอย่างจะดี ขึ้นเอง … เพราะเมื่อร้านค้าเป็นร้านที่ไม่ขึ้นต่อสำนักพิมพ์เขาก็จะเลือกสั่งหนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนและคน อ่านจริงๆ ไม่ใช่หนังสือที่ chain สั่งมาให้วาง หรือเมื่อสื่อมวลชนไม่มีสำนักพิมพ์ในเครือเขาก็จะโฆษณาหรือ วิจารณ์หนังสือด้วยความเป็นกลางและลงประชาสัมพันธ์ให้สำนักพิมพ์เล็กๆ จนๆ ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และหากร้านค้า

ไม่เป็นสายส่งเอง เขาก็จะจัดพื้นที่ให้กับสำนักพิมพ์ทุนน้อยเท่าเทียมกับสำนักพิมพ์ใหญ่ เพราะจะได้เปอร์เซ็นต์เท่ากัน อะไรทำนองนี้

- เข้าไปร่วมวงกับนิตยสารคนรักหนังสือได้อย่างไร

เข้าใจว่าเกิดจากการที่ผมได้ไปประชุมร่วมกับกระทรวงไอซีทีเพื่อนัดระดมความคิดคนวรรณกรรมในการจัดตั้ง สถาบันหนังสือแห่งชาติ โดยจะมีการจัดทำนิตยสารชื่อ ‘ โลกวรรณกรรม ' เป็นตัวนำร่อง ทำให้ได้รู้จักกับพี่มกุฏ อรฤดี ต่อมาโครงการดังกล่าวกลับเงียบหายไปหลายเดือน จนกระทั่งมีการจัดสัมมนาอีกครั้ง ซึ่งสมาคมภาษาและ หนังสือฯ ได้เข้ามาเป็นแม่งาน ปรากฏว่ามีชื่อผมโชว์อยู่ในสไลด์บนเวทีเสวนา ผมก็เลยตกใจว่าเหตุใดจึงได้รับเกียรติ ให้เข้าไปทำ

- วาดหวังกับนิตยสารคนรักหนังสือแค่ไหน

คำตอบนี้คงไม่ใช่เฉพาะสำหรับนิตยสารคนรักหนังสืออย่างเดียวนะครับ คือถ้าเป็นไปได้ผมอยากทำนิตยสาร วรรณกรรมวิจารณ์ล้วนๆ โดยจะเรียนเชิญนักวิจารณ์ทั่วฟ้าเมืองไทย และจะชวนทั้งนักวิจารณ์ภาพยนตร์, นักวิจารณ์ ดนตรี, นักวิจารณ์ศิลปะ หรือนักวิจารณ์ละคร ฯลฯ ให้มาเขียนวิจารณ์หนังสือในนิตยสารเล่มนี้ วิจารณ์มันตั้งแต่ หนังสือที่นายกแนะนำว่าดีเลวอย่างไร จนถึงหนังสือทำมือ กระทั่งหนังสือที่ดาราเขียน เพราะบอกตามตรงว่าทุกวันนี้ ผมเศร้ามากที่สังคมไทยยินยอมมอบพื้นที่วิจารณ์และชี้นำกระแสหนังสือให้แก่รายการโทรทัศน์ที่ทำมาหากินกับข่าว

ชาวบ้าน

- หลังจากไม่มีนิตยสารช่อการะเกดแล้ว คิดว่าพื้นที่เกิดใหม่สำหรับนักเขียนน้อยไปไหม

ปัญหาของการไม่มีช่อการะเกดคือปัญหาเรื่องคุณภาพ ส่วนปัญหาเรื่องพื้นที่หรือสนามวรรณกรรมในปัจจุบันนั้น เป็นปัญหาเชิงปริมาณ … ผมว่าเราต้องแยกปัญหาออกจากกันก่อน ถึงวันนี้แล้วคงไม่มีใครตั้งข้อสงสัยถึงคุณภาพของ เรื่องสั้นหรือนักเขียนที่ผ่านเกิดในช่อการะเกดอีกแล้ว เพราะตัวตนหรือผลงานของนักเขียนเหล่านั้นได้ปรากฏชัดเจนมากในสังคมไทย … ผลงานที่ผ่านเกิดในช่อการะเกดก้าวไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์หรือ นักเขียนที่เคยผ่านเกิดต่างก็ทยอยขึ้นไปซิวรางวัลระดับชาติกันมากมาย … ส่วนปัญหาเรื่องปริมาณนั้นผมมองว่าไม่

เป็นปัญหา แม้ว่าอาจจะยังมีนักเขียนที่ไม่รู้จักอินเตอร์เน็ตเลย แต่ก็ยังสามารถเดินไปส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์เพื่อเข้าร่วมประกวดวรรณกรรม กระทั่งนั่งรถมาส่งงานเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร เลยไล่ไปจนถึงนอนทำหนังสือ ทำมืออยู่กับบ้านก็ยังได้ … ส่วนนักเขียนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็น ก็มีเว็บไซต์ที่เปิดให้แสดงผลงานมากมาย จนกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้สำนักพิมพ์ใหม่ๆ ที่มียอดขายถล่มทลาย ต่างก็ใช้ช่องทางของเว็บไซต์เข้าไปเลือกหยิบนักเขียนและเขี่ยผลงาน ออกมาพิมพ์แข่งกันระเบิดเถิดเทิง

- มองการประกวดวรรณกรรมในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ในด้านปริมาณถือว่าพอใช้ได้ แต่ยังขาดประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ เช่นเรามีรางวัลวรรณกรรมวิทยาศาสตร์แต่ไม่มี รางวัลวรรณกรรมไสยศาสตร์(หัวเราะ)ไม่ได้พูดเล่นนะครับ ก็เรื่องผีเรื่องลี้ลับหรือเรื่องสยองขวัญนั่นไง เพราะผมมอง ว่างานเขียนแนวนี้ที่ดีๆ ก็ยังมีอีกถม หรือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียนก็ยังจำกัดอยู่แค่กวีนิพนธ์, เรื่องสั้น, นิยาย ไม่มีรางวัลซีไรต์สำหรับสารคดี, บทละคร, วรรณกรรมเยาวชน, ความเรียง, การ์ตูน และบ้านเรายังไม่มีรางวัล เฉพาะทาง เช่นรางวัลสำหรับนักเขียนหญิงหรือนักเขียนเพศที่สามเป็นต้น … ส่วนในด้านคุณภาพผมมองว่า

คณะกรรมการยังไม่หลากหลาย ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมหลักๆ อยู่ไม่กี่ท่าน หมุนซ้ายเวียนขวาเปลี่ยนหน้าแปลงหลัง ก็ยังเป็นคณะกรรมการกลุ่มเดิม ซึ่งอาจมีปัญหาให้ถกเถียงถึงเรื่องรสนิยมรวม หมู่ได้ในอนาคต

- แล้วต่อประเด็นอื้อฉาวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในการประกวดวรรณกรรม … คิดว่าอะไรเป็นสาเหตุสำคัญของ ปัญหาพวกนั้น

พูดไปก็รังแต่จะต่อความยาวสาวความยืด ตอบสั้นๆ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะหลังล้วนเป็นเรื่องของ ‘ ความหลงอำนาจ ' ครับ

- คอนเนคชั่นจำเป็นไหมในการประกวด หรือว่าตัดสินกันที่เนื้องานล้วนๆ

ส่วนตัวแล้ว ผมมีหลักอยู่อย่างหนึ่งในการพิจารณา คือจะต้องดูด้วยว่าใครเป็นคนเขียน คงไม่เหมาะหากเราจะดู แต่เนื้องานล้วนๆ ยกตัวอย่าง เมื่อคุณทราบแล้วว่าไอ้ต้นฉบับชิ้นนี้มันเป็นของไอ้ฆาตกรต่อเนื่องหรือไอ้นักข่มขืน เด็กอนุบาล ซึ่งมันเกิดทะลึ่งส่งงานเข้ามาประกวด ซ้ำร้ายยังเขียนดีถึงขนาดสามารถมอบรางวัลระดับชาติให้กับมันได้ อย่างสบายๆ อีกต่างหาก รู้อย่างนี้แล้วยังจะประเคนรางวัลให้มันอีกไหม

- เวลาว่างชอบทำอะไร

ชอบออกไปนั่งรถกินลมครับ

- สิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่อยู่ได้ในวงการนักเขียนคืออะไร

คำว่าเด็กรุ่นใหม่นี่ผมว่ามันวัดกันลำบากนะครับ เพราะเราต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าเรื่องพรรษาหรือระบบ อาวุโสในวงการวรรณกรรมไทยนั้นมีสูงมาก คนทำงานด้านนี้มักจะยอมรับกันที่ชั่วโมงบินไม่ใช่อายุ เช่นที่ปกหนังสือ ‘ หิมะกัดส้มผมลิขิต ' เคยโปรยไว้ว่าเป็นรวมเรื่องสั้นของนักเขียน ‘ คลื่นลูกเล็ก ' ทั้งที่มีผลงานของคุณอนุสรณ์ ติปยานนท์ ซึ่งผมเข้าใจว่าวัยวุฒิไม่ใช่น้อยๆ แล้วรวมอยู่ด้วย หรือกรณีคุณโมน สวัสดิ์ศรี ที่เขียนหนังสือและมีผลงาน รวมเล่มตั้งแต่ยังเด็กล่ะ แถมยังผ่านเก้าอี้บรรณาธิการสำนักพิมพ์ใหญ่มาแล้วอีกต่างหาก ทีนี้เราจะนับความเป็นเด็ก กันยังไง

- ในฐานะ บก.คิดว่างานแบบไหนถึงจะผ่านการคัดเลือก

ผมคิดว่าบรรณาธิการมีหลายสปีชี่ส์นะครับ บรรณาธิการสายพันธุ์หน้าเลือดก็คงคัดเลือกแต่งานที่จะนำเงินเข้า กระเป๋าได้ง่ายๆ ก่อน ส่วนบรรณาธิการตระกูลโรแมนติกหมายถึงมีอุดมการณ์เพื่อสังคมก็คงคัดเลือกแต่งานที่จะช่วย ยกระดับจิตใจคนอ่านให้มุ่งไปในทางใฝ่ดี อีกประเภทคือบรรณาธิการหลิวลู่ลม คือดูทิศทางลมเก่ง เช่นกระแสซ้ายมาก็ จะคัดเลือกแต่งานซ้ายจ๋า แต่ถ้าขวารุ่งโรจน์ก็จะคัดเลือกงานของฝ่ายขวามาพิมพ์ อะไรเทือกนั้น

- รู้สึกว่าตอนนี้คนนิยมพิมพ์หนังสือกันเองโดยไม่ผ่าน บก. แล้วคิดว่างานระบบ บก.ยังมีความจำเป็นต่อนักเขียนไหม

คิดว่าจำเป็นถ้าหากบรรณาธิการท่านนั้นเป็นบรรณาธิการในความหมายจริงจัง ไม่ใช่เป็นแค่คน ‘ ประสานงาน การผลิต ' แต่กลับมีชื่อบนนามบัตรว่า ‘ บรรณาธิการ '

ผมมองว่าระบบบรรณาธิการแท้ๆ จำเป็นสำหรับนักเขียน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ นักเขียนก็จะรู้ตัวเองว่าตนนั้น จำเป็นจะต้องมีบรรณาธิการมืออาชีพในความหมายเคร่งครัดกับเขาสักคนไหม

- อยากฝากอะไรทิ้งท้ายบ้าง

ก็คงอยากฝากขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่สื่อมวลชนสายวรรณกรรมทุกท่าน ที่ให้ความเมตตาสำนักพิมพ์ทางเลือก มาโดยตลอด ซึ่งหากจะเอ่ยนามในที่นี้ก็คงจะไม่หมดไม่สิ้น เพราะหากไม่ได้พื้นที่ของท่าน สำนักพิมพ์เล็กๆ หรือ คนตัวเล็กๆ อย่างผมคงไม่มีช่องทางเผยแพร่ผลงานที่ไหน … ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพื้นที่หน้าร้านหนังสือที่ถ้าเราไม่มีบูธ ที่ศูนย์สิริกิตติ์ก็คงเจ๊งไปนานแล้ว เพราะเรารู้ว่าเรามีแฟนคลับของสำนักพิมพ์ที่ชัดเจน แต่นักอ่านเหล่านั้นไม่สามารถ ไปซื้อหาหนังสือของเราตามร้านได้ เนื่องจากถูกผูกขาดจากบรรดายักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ควบรวมทุกอย่างไว้ในมือ ทั้งสื่อกระแสหลัก ทั้งหน้าร้าน ทั้งสายส่ง แถมยังพิมพ์หนังสือด้วยอีกต่างหาก พูดอีกแบบก็คือเขาไม่ให้เราวางขาย ลูกค้าของ ‘ ทางเลือก ' จึงต้องมาเจอหน้ากันปีละ 2 ครั้งเพื่อต่ออายุสำนักพิมพ์ของผมไปปีต่อปี … เฮ้อ ! พูดแล้ว เหนื่อย … เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน … สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ.


***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***

bb
Copyright 2004 THAIWRITER.ORG All rights reserved
contact us: webmaster@thaiwriter.org