"ผมไม่ได้อยู่อย่างคนจน ตรงกันข้ามในวิถีชีวิตที่ผมอยู่เวลานี้
เอารัดเอาเปรียบคนจนอยู่ไม่น้อยทีเดียว"
ใครจะรู้บ้างว่า ถ้อยคำที่กล่าวด้วยท่วงทำนองอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้ จะมาจากความรู้สึกลึก
ๆ ของบุคคลที่สังคมไทยยกย่องให้เป็น "ปราชญ์สามัญชน ปัญญาชนสาธารณะ" นามนี้จะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก อาจารย์นิธิ
เอียวศรีวงศ์
ด้วยความเป็นนักเขียนและนักวิชาการผู้กล้าก้าวลงจากหอคอยงาช้างมายืนเคียงข้างคนจน
ทั้งยังได้สร้างงานวิชาการบุกเบิกสถานะทางปัญญาของสังคมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์การศึกษาและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยเก่า
การวิพากษ์โครงสร้างสังคมอย่างถึงแก่นทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ศาสนา
ด้วยทัศนะการมองปัญหาแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงมิติต่าง ๆ ของสังคมเข้าด้วยกัน นั่นคือเหตุและผลอันสมควรที่ทำให้อาจารย์นิธิ
เอียวศรีวงศ์ ได้รับรางวัลศรีบูรพาประจำปีนี้ ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ทรงคุณค่าและถือเป็นความภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของอาจารย์
ผลงานของอาจารย์นิธิ ถือเป็นการเบิกฟ้าภูมิปัญญาขนานใหญ่แก่สังคมไทย ด้วยความพยายามเปิดประเด็นทางประวัติศาสตร์ใหม่
ๆ ผ่านงานเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือหลายสิบเล่ม อาทิเช่น ปากไก่และใบเรือ
(๒๕๒๗), กรุงแตก พระเจ้าตาก และประวัติศาสตร์ไทย (๒๕๓๘), ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์
(๒๕๓๘), ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น กางเกงใน (๒๕๓๙) เป็นต้น จนมาถึงปัจจุบัน งานเขียนของท่านกลับไม่เคยหยุดนิ่ง
มีแต่จะก้าวต่อไปอย่างแหลมคมและหลากหลายยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนติดตามอ่านในหน้าหนังสือพิมพ์
วารสาร หรือนิตยสารต่าง ๆ เป็นประจำ
แม้ชีวิตของท่านจะอุทิศตน ยืนเคียงข้างประชาชนผู้ยากไร้ คนยากจนผู้ประสบชะตากรรมจากความไม่เป็นธรรมทั้งปวง
แต่อาจารย์ก็ยังสละเวลาอันน้อยนิดมาคุยนอกรอบกับเรา ถือเป็นเกียรติแก่ www.praphansarn.com
เป็นอย่างยิ่ง และนี่คือบทสนทนาสั้น ๆ ให้เราได้รับรู้ความเป็นไปและห้วงความรู้สึกลึก
ๆ ของนักคิดนักเขียน ผู้ไม่ถือตัวถือตนท่านนี้
ด้วยผลงานที่หลากหลายแนว หลายประเภท งานที่อาจารย์ชื่นชอบและถนัดมากเป็นพิเศษ
คืองานแนวไหน
ชอบที่สุดคือเขียนงานเสนอความเห็นทางวิชาการลงในศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะในประเด็นที่คิดว่าคนอื่นยังไม่ได้คิดหรือไม่เคยพูดถึง
แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้ทำเลย เพราะคิดประเด็นทางวิชาการที่มีความสำคัญไม่ออก เวลาจะเขียนนั้นมี
แต่ความคิดไม่มีเลยไม่ได้เขียนอะไรสักที
เวลาว่างจากการเขียนหนังสือ อาจารย์ชอบทำกิจกรรมอะไรบ้างที่เป็นการพักผ่อนส่วนตัว
ทำอะไรเกี่ยวกับต้นไม้ครับ
ด้วยพื้นเพความเป็นคนกรุงเทพฯ อาจารย์จะกลับมาอยู่กรุงเทพฯ อีกไหม หรือหลงใหลมนต์เสน่ห์แห่งล้านนาเสียแล้ว
ผมจากกรุงเทพฯไปนานในขณะที่กรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่ง เราต่างเป็นคนแปลกหน้ากันเสียจนผมไม่มีความสุขในกรุงเทพฯเสียแล้ว
จึงไม่เคยคิดจะกลับไปอยู่กรุงเทพฯ มานานแล้ว
ปราชญ์สามัญชน นักวิชาการที่ยืนอยู่ข้างคนจน นักวิชาการนอกคอก ปัญญาชนคนสามัญ
ฯลฯ อาจารย์มีความรู้สึกอย่างไรกับคำจำกัดความเหล่านี้
คำกล่าวหรือแม้คำยกย่องที่คนอื่นให้แก่ผมนั้นส่วนใหญ่ไม่ตรงกับความจริง ผมไม่ได้อยู่อย่างคนจน
ตรงกันข้ามในวิถีชีวิตที่ผมอยู่เวลานี้ เอารัดเอาเปรียบคนจนอยู่ไม่น้อยทีเดียว หลายอย่างที่ผมทำหรือบริโภคตามความเคยชินนั้น
ทำและบริโภคได้เพราะมีคนจนอยู่ในโลก หากเราเฉลี่ยทรัพยากรกันอย่างทั่วถึงกว่านี้
ผมคงทำและบริโภคอย่างนั้นไม่ได้
ผมจึงรู้สึกอับอายกับคำยกย่องหลายอย่าง แต่ก็ไม่อาจชี้แจงได้ เพราะดูเหมือนขอร้องให้ยกย่องเพิ่มอีก
หรือไม่แน่ใจว่าชีวิตของตนมีความสำคัญถึงกับต้องยกขึ้นไปค้าน
ถ้อยความเหล่านี้อาจทำให้ใครหลาย ๆ คนสะดุดไปได้เหมือนกัน ด้วยชีวิตประจำวันของเราท่านโดยปกตินั้น
น้อยนักที่จะตระหนักว่าตนได้เอาเปรียบคนอื่นหรือเบียดเบียนธรรมชาติไปมากมายเท่าไร
อาจารย์นิธิ วางตนเป็นคนเดินดินธรรมดาที่สำนึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า ตนกำลังยืนเหยียบอยู่บนหลังของคนอื่นไม่ต่างกัน
แต่ความสำนึกรู้และไม่ถือตัวถือตนเช่นนี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการอุทิศตนเป็นปากเสียงเคียงข้างผู้คนอีกมากมายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมนี้
นอกจากนั้นอาจารย์นิธิ ยังได้ชี้แนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีสติสำนึกรู้ ต่อคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของอาจารย์หลังเกษียณอายุราชการ
และพ้นจากภาระการสอนในมหาวิทยาลัยไปแล้ว อาจารย์กล่าวว่า
"งานที่เป็นหลักจริง ๆ คือไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่ทำมากที่สุดคงจะอ่านหนังสือ
คงเหมือนคนแก่ ทั่ว ๆ ไป งานหลักจริง ๆ คือ เตรียมตัวตาย"
สิ่งที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ กระทำมาตลอดตั้งแต่อดีต จนทุกวันนี้ก็ยังทุ่มเททำอยู่
คือ "การให้อนุสติแก่สังคมไทยในทุก ๆ ด้าน" การระลึกถึงความตาย ก็ถือเป็นอนุสติสำคัญที่มนุษย์พึงสังวรณ์ในยามมีชีวิตอยู่เพื่อจะเตรียมตัวตายอย่างมีสติ
และนี่ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์นิธิกำลังทำอยู่ระหว่างช่วงชีวิตของตน หวนคิดถึงคำของปราชญ์ท่านหนึ่งที่ว่า "ชีวิตเรามีเพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น
เกิดขึ้นและก็ดับลงอยู่ตลอดเวลา เหมือนดังล้อเกวียน ไม่ว่าจะตั้งอยู่เฉย ๆ หรือเคลื่อนที่อยู่
จะมีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่สัมผัสกับพื้น อดีตก็หมดไปแล้ว อนาคตก็ไม่ใช่ของจริง
ชีวิตจริงมีแต่ปัจจุบันนี้ ที่เกิดและก็ดับอยู่ตลอดเวลา"
***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***
|