ว่ากันว่าในปัจจุบันสนามกวีมีอยู่น้อยนิดการเผยแพร่ผลงานของบรรดานักเขียน-กวีเป็นไปด้วยความยากลำบาก
เนชั่นสุดสัปดาห์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้บรรดากวีใหญ่น้อยได้ยืดเส้นยืดสาย
และมีเสียงร่ำลือกันต่อมาว่าสนามกวีเนชั่นแข็งโป๊กสำหรับการได้อวดโฉมอยู่ในเล่ม เคี่ยว
โคมคำ คือผู้ที่อยู่หน้ากองต้นฉบับที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ....
เคี่ยว โคมคำ เป็นคนวรรณกรรมอีกผู้หนึ่งที่ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ
ด้วยวุฒิการศึกษาป.4 ก้าวย่างของเขาผ่านเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจมามากมาย
จากกรรมกรในโรงงานทำรองเท้า จากเด็กขายหนังสือพิมพ์ริมถนน
และอีกหลากหลายอาชีพที่ได้ลองลงมือทำ จนปัจจุบันเขาดำรงชีพด้วยการเป็นเจ้าของโรงงานทำโรงเท้าเล็กๆ
พร้อมกับสวมหมวกบรรณาธิการคัดบทกวีลงคอลัมน์กวีทรรศน์
ในเนชั่นสุดสัปดาห์
ผมเกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ด เรียนจบแค่ชั้น
ป.4 การศึกษาภาคบังคับสมัยนั้น ก็เข้ามาเป็นกรรมกรในโรงงานทำรองเท้าที่กรุงเทพฯ
ต่อมาตกงานก็เป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์ริมถนน ไปทำงานไร่อ้อยชลบุรีก็เคย
เป็นเด็กล้างจานตามร้านอาหาร เป็นเด็กปั้มน้ำมัน เด็กติดท้ายรถสองแถว
แบกเป้ขายรองเท้าตามซอย เป็นกระเป๋ารถเมล์ เคยไปมั่วอยู่กับน้องเขยเป็นไก๊ด์ผีที่พัทยาเพราะอยากเป็นไก๊ด์ผีพเนจรเหมือน
ต๊ะ ท่าอิฐ นักเขียนดังสมัยนั้นแต่ก็ล้มเหลว ภาษาอังกฤษที่เรียนมาใช้ไม่ได้เรื่อง
ที่สุดก็หวนกลับเข้ามาเป็นกรรมกรโรงงานรองเท้าอีก เพราะคิดว่าเมื่อมีความด้อยการศึกษา
วิชาชีพที่เรียกว่าช่างนำหน้ามันน่าจะก้าวหน้ากว่า นานเข้าผมก็กลายเป็นช่างออกแบบรองเท้าให้กับหลายโรงงาน
กินเงินเดือนหลายแห่ง นับเป็นช่วงที่ทำให้มีเวลาได้อ่านหนังสือดีๆ
ทุกชนิดเต็มอิ่มและเรียนรู้ภาษาอังกฤษทั้งในสถาบันและด้วยตนเองเพิ่มเติมขึ้น
ปัจจุบันมีโรงงานขนาดย่อมเป็นของตัวเอง
นั้นเป็นคำแนะนำตัวสั้นๆของ เคี่ยว โคมคำ เรามาทำความรู้จักกับมุมมองของเขาแบบละเอียดๆกันดีกว่า
- ธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง
ธุรกิจผมจัดอยู่ในกลุ่ม SME เกือบจะปลายแถว
ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้หนักหน่วงเอาการ พอรัฐบาลเปิดเสรีทางการค้ากับจีน
รองเท้าจากจีนราคาถูกเข้ายึดครองตลาดทั่วประเทศ วงการของผมปั่นป่วนปิดโรงงานไปไม่น้อย
ผมไปเรียนรู้การผลิตและการตลาดแหล่งใหญ่ของเพื่อนบ้านที่จีน
กลับมาต้องปรับกลยุทธใหม่คือลดต้นทุนเน้นกลุ่มเป้าหมายตลาดล่างแบบ Down
marketing รบกับจีนก็ยังพอต้านไหว นี่รองเท้านะครับ
หากคนไทยครึ่งประเทศอ่านหนังสือจีนออกธุรกิจหนังสือบ้านเราเจ๊งแหงๆ
ไม่แน่อาจมีเจ้าสำนักหัวใสหอบเอาต้นฉบับจากไทยไปผลิตที่จีนแล้วส่งกลับมาขายไทยเหมือนบริษัทรองเท้าบาจาที่ทำอยู่
มีหวังคนทุนน้อยก็ต้องยุบสำนัก
- ทำธุรกิจส่วนตัวด้วย แบ่งเวลาอย่างไร
ผมโชคดีที่มีภรรยามาจากครอบครัวทำมาค้าขาย
เขาก็รับตำแหน่งบริหารจัดการไป ผมรับหน้าที่ออกแบบและทำการตลาด
น้องๆ เพื่อนร่วมงานก็จัดตำแหน่งตามถนัด เมื่อไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพอย่างเพื่อนๆ
ชีวิตกับการใช้เวลาต้องแบ่งภาคชัดเจนเพราะต้องหาเลี้ยงชีวิตครอบครัว
เมื่อมุ่งที่จะอยู่ในห้วงอารมณ์แบบไหนก็ต้องแบบนั้นไม่วอกแวก
- ผลงานที่ผ่านมา
เมื่อหลายปีก่อนมีรวมบทกวีมาแล้ว 2
เล่ม คุณขจรฤทธิ์ รักษา สำนักพิมพ์บ้านหนังสือเป็นผู้จัดพิมพ์ให้
เนื้อหาออกไปทางสังคมและการเมือง สนิมความคิดติดกรอบแบบเดิมๆ
ค่อนข้างมาก วิธีการเขียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
- นอกจากบทกวีแล้วยังเขียนอย่างอื่นด้วยไหม
เคยเขียนบทความทางการเมือง และวรรณกรรมมาบ้าง
ความเรียงและสารคดีท่องเที่ยวก็เคยเขียนในนามอื่นแต่ก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร
- ทำไมถึงเลือกกลอน-กวีเป็นสื่อในการถ่ายทอดความคิด
เพราะบทกวีคือเสียงดนตรีที่มีชีวิตอันอ่อนโยนและผมมองเห็นว่า
มันคือผลิตผลของความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณมนุษย์ที่ตกผลึก
กวีคือศิลปินผู้มีจินตภาพกว้างลึก แต่มันกลับย่อชีวิต
ย่อโลก ย่อเวลา ให้เห็นภาพกว้างใหญ่ในกรอบอันแคบเล็ก
เมื่อคุณมองผ่านๆ ในหน้าหนังสือ มันก็เหมือนฉลากยาหรือไม่ก็โฆษณางานฌาปนกิจศพในหนังสือพิมพ์รายวัน
รายสัปดาห์ แต่หากได้อ่านกวีนิพนธ์ที่ดีๆ อย่างตั้งใจสักชิ้นจะทำให้รู้สึกดื่มด่ำดิ่งลึกสู่ห้วงพลังชีวิตที่จิตสำนึกสามัญไม่อาจมองเห็น
ผมว่าบทกวีมันคืออนุสาวรีย์แห่งถ้อยคำที่ทุกชาติทุกภาษาต้องมีไว้เพื่อแสดงความเคารพชาติพันธุ์ของตนเอง
- ทำธุรกิจด้วยยังมีเวลาขีดๆ เขียนๆ อยู่หรือเปล่า..
ทำหน้าที่คัดสรรบทกวีในคอลัมน์กวีทรรศน์ที่เนชั่นสุดสัปดาห์
แต่ก่อนใช้นาม ชะลอมฟาง ' แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น เคี่ยว
โคมคำ ' เขียนบทกวีเก็บบ้างทำเรื่อยๆ ไม่เร่งเร้าขัดเกลาเคี่ยวเข็ญตัวเอง
ไม่แน่เผื่อฟลุ๊คอาจ ผ่านสายตา บก.สำนักพิมพ์สักแห่งได้รวมเล่มอีก
ถ้าไม่มีใครเอาคิดว่าจะควักกระเป๋าซื้อความเจ็บตัวให้ตัวเองก็มีความสุขไปอีกแบบ
- ตอนนี้ทำกิจกรรมทางวรรณกรรมอะไรบ้าง
เป็นวิทยากรตามโรงเรียนมัธยม ค่ายวรรณกรรมและบรรยายพิเศษตามมหาวิทยาลัย
ปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของกองทุนศิลปินครูบ้านป่า
สลา คุณาวุฒิ ร่วมกับเพื่อนๆ มีครูสลา , ปรีดา ข้าวบ่อ
, แคน สาริกา , ไพวรินทร์ ขาวงาม , พินิจ นิลรัตน์ ,
กุดจี่ - พรชัย แสนยะมูล , แพงคำ , ครูสังคม ทองมี และท่านอื่นๆ
เคลื่อนไหวจัดค่ายวรรณกรรมทั่วประเทศ มีสโลแกนที่ตั้งโดย
ไพวรินทร์ ขาวงาม ว่า จุดประกาย ความใฝ่ฝันเพาะเมล็ดพันธุ์วรรณกรรม
โดยมีน้องอิ๊ด วาสนา ชูรัตน์ นั่งประจำกองทุนฯ เป็นฝ่ายประสานงานติดต่อทั่วไป
- ชอบบทไหนของบทกวีตัวเองมากที่สุด
( วรรคทอง )
ยังไม่ถึงขนาดมีวรรคทองแต่ชอบวรรคนี้
ภาษาจิตวิญญาณ
คือศิลป์สานสร้างภายใน
เชื่อมร้อยใจต่อใจ
เป็นห่วงโซ่ขยายยาว ( จากเรื่อง : พายุน้ำค้างกลางฤดูฝัน
, หนังสือที่ระลึกงานศพ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ )
- ในฐานะเป็นบก.คัดบทกวีลงใน เนชั่นสุดสัปดาห์
คิดว่าอนาคตของกวีนิพนธ์ไทยเป็นยังไง
ผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับความสำนึกในสภาพชีวิตของกวีแต่ละคน
ภาพโดยรวมกระแสทางสังคมและการเมืองที่พวกเราสลัดไม่พ้นตัว
ไม่พ้นวงจรชีวิตมันจะเป็นตัวตัดสินให้เขาสะท้อนบางแง่มุมออกมาทั้งโดยตั้งใจหรืออาจไม่ได้ตั้งใจ
แต่คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแบบวรรณกรรมชูธงเพื่อการปฏิวัติเหมือนสมัย
14 ตุลาคม 2516 ผมว่าวรรณกรรมไทยได้ผ่านขบวนการคลี่คลายตัวเองไปมาก
สามัญสำนึกในเนื้องานผสมผสานกับโลกภายนอกมีมากขึ้น ความเป็นสากลก็มีมากขึ้น
สอนให้เรามีธาตุรู้ที่เท่าทันโลกภายนอกมากขึ้น ผมห่วงว่ามันจะเกิดวรรณกรรมหลงทาง ที่นำพาเราไปสู่ความเป็นเขา
มากกว่านำเขามาเป็นเราเพื่อสร้างเอกลักษณ์ทางวรรณกรรมที่เป็นตัวของตัวเอง
- มุมมองระหว่างกลอนฉันทลักษณ์กับกลอนเปล่า
ผมไม่แน่ใจนะครับ เพราะเรียนจบมาแค่ชั้น
ป.4 ไม่เข้าใจด้านวิชาการที่ลึกซึ้งทางจารีตการประพันธ์กวีนิพนธ์มากนัก
จากการอ่านค้นคว้าด้วยตัวเองมากว่า 20 ปี ความรู้สึกที่สัมผัสได้คือชอบทั้งสองแบบ
กลอนฉันทลักษณ์มีจังหวะเสียงไพเราะสัมผัสนอกในเป็นด่านผ่าน
เล่นคำล้อคำได้สนุกกว่า ส่วนการกำหนดเสียงก็เป็นเรื่องเฉพาะของตัวตนกวีที่มีชั้นเชิงกวีเป็นของตนเอง
ส่วนกลอนเปล่าก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบไม่เน้นสัมผัสสระพยัญชนะ
แต่ต้องเน้นสัมผัสลีลาเสียงและเนื้อในที่ต้องสื่อมากกว่าการเล่นคำ
ที่สำคัญต้องเจือด้วยโรแมนติคมากกว่ากลอนฉันทลักษณ์เพราะไม่สัมผัสสระพยัญชนะ
อาจมีครุ ลหุบ้าง แต่ไม่มีเอกโทบังคับเหมือนโคลงฉันท์
น้องคนรุ่นใหม่ส่งมาถึงผมอ่านแล้วไม่ผ่าน มันเป็นเพียงเรียงความธรรมดาที่ไม่คมลึก
มันไม่น่าจะเรียกว่าบทกวี งานทั้งสองอย่างต้องไม่ลืมความคิดเป็นแกนสำคัญด้วย
สรุปแล้วทั้งกลอนเปล่าและฉันทลักษณ์ การสัมผัสคำ สัมผัสความ
คงยังไม่พอต้องสัมผัสใจด้วย เพื่อให้เกิดความสะเทือนใจกับผู้อ่าน
เราอาจสอนฉันทลักษณ์วิทยาให้คนเขียนกลอนเป็น แต่สอนคนให้ป็นกวีคงไม่ได้
เพราะวิญญาณของศิลปินผู้ผลิตงานศิลปะเกิดจากธาตุภายในที่ตกตะกอนการรับรู้ซึมซับที่เป็นเรื่องเฉพาะ
- มีหลักในการคัดผลงานลงตีพิมพ์อย่างไร
ภาษาใหม่ มุมมองใหม่ ความคิดใหม่ๆ
ที่สร้างสรรค์ แต่หาน้อยเหลือเกิน ที่ผ่านการตีพิมพ์ก็ไม่ดีเลิศหมดทุกชิ้นเราต้องให้โอกาสน้องๆ
ให้กำลังใจเขา ให้เวลาเขาได้ทดลองเรียนรู้ ทบทวนตัวเองเหมือนตอนที่เราฝึกฝนใหม่ๆ
ปลุกสำนึกให้เขาตื่นในสภาวะกวีบ้าง ไม่งั้นวงการเราก็แห้งแล้งเงียบเหงา
พอที่จะลงตีพิมพ์ได้ก็ลงให้เพื่อสร้างกำลังใจ ไม่ไหวก็ต้องไม่ลงถ้าโกรธกันก็ต้องให้โกรธ
เพราะผมถือว่างานก็คืองานเพื่อนพี่น้องรักกันชอบกันก็อีกเรื่องเจอกันรักกันเหมือนเดิม
จริงๆ แล้วเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ไม่จำกัดแนวว่าเป็นแบบไหนขอให้แสดงออกเต็มที่
แต่นานๆ ครั้งผมก็เรียนเชิญกวีรุ่นอาวุโส รุ่นใหญ่ ที่ศิลปินแห่งชาติ
เป็นซีไรต์ซีรองมาร่วมแจม เพื่อแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างการประพันธ์ที่แตกต่างทั้งทางด้านอารมณ์และชั้นเชิงกวี
ที่ผ่านมาได้รับเกียรติจากหลายท่าน เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
, ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ , คมทวน คันธนู , ไพวรินทร์
ขาวงาม , ศักดิ์สิริ มีสมสืบ , วัฒน์ วรรลยางกูร , โชคชัย
บัณฑิต , กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ , พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล
, ไพทูรย์ ธัญญา , ศิวกานท์ ปทุมสูติ , ประกาย ปรัชญา
, เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ และอีกมากมายหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยถึง
- มองสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นยังไง
ผมคิดถึงสมัยนครรัฐกรีกโบราณ เห็นท่านเพลโต
และท่านอริสโตเติล ถกกันเรื่องปรัชญาการเมืองว่านครรัฐที่ดีควรบริหารจัดการอย่างไร
จากนั้นก็มายุคท่าน อาดัมสมิธ เจ้าลัทธิทุนนิยมมือที่มองไม่เห็น
บ้านเราเดี๋ยวนี้ยุคท่านนายกฯ ทักษิณ เป็นยุคมือที่มองเห็นชัดว่าจับฉวยอะไร
แต่ท่านไม่วางแล้วจะทำไงล่ะ
- งานเขียนต้องรับผิดชอบต่อสังคมไหม
อยู่ที่นักเขียนแต่ละคนจะรู้สึก เมื่อเราผูกพันอยู่กับระบบทุนที่มีการแข่งขันสูง
บางทีสำนึกตรงนี้อาจถูก ทำลาย ผมว่าในฐานะนักเขียนควรมีสำนึกร่วมรับผิดชอบอย่างมาก
เขียนเอาแต่เงินอย่างเดียวหากขาดสำนึกร่วมทางสังคมขายดีและโด่งดังแค่ไหนก็อาจกลายเป็นงานศิลปะที่เปล่าประโยชน์
ความบันเทิงเริงรมย์เป็นสิ่งดีผมไม่ปฏิเสธ แต่ถ้ามากเกินไปก็ทำให้สังคมขาดภูมิปัญญา
ผมว่ามันน่าจะมีอะไรที่มีทั้งสองสิ่งคู่กันไป
- คุณสมบัติของนักเขียนที่ดี
มีพัฒนาการที่ดี ผลิตงานดีๆ
ให้คนอ่านได้อะไรดีๆ และมีวินัยที่ดี
- ความแตกต่างระหว่างงานนักเขียนรุ่นใหม่กับงานนักเขียนรุ่นเก่า
นักเขียนรุ่นเก่ามีอยู่ 2 กลุ่มความคิด
กลุ่มแรกอนุรักษ์จารีตการประพันธ์แบบสุดโต่ง กลุ่มต่อมาขับเคลื่อนตัวเองมีธาตุรู้ที่เท่าทันยุคสมัย
นักเขียนรุ่นใหม่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากการเขียนเรื่องภายในตัวตนก็ปรับมาเป็นมองภาพชีวิตสังคมแบบกว้างๆ
ผมเชื่อว่าทุกคนกำลังมุ่งมั่น
- จริงๆ แล้วหน้าที่ของบรรณาธิการคืออะไร
ความหมายตามพจนานุกรมไทยแปลว่า หัวหน้าผู้พิจารณาเรื่องลงในหนังสือพิมพ์
เท่าที่ทราบความหมายทางภาษาอังกฤษ Editor ผู้ใดก็แล้วแต่เป็นผู้พิจารณารวบรวมผลงานเพื่อตีพิมพ์
ก็คือบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้า ผมคนไทยจึงไม่ใช่บรรณาธิการเลยตอบไม่ถูก
- ปัญหาของคนที่เพิ่งจะเริ่มหัดเขียนหนังสือ
มองในฐานะความเป็นนักอ่านและผู้คัดสรรบทกวี
เห็นว่า ติดขัดเรื่องการใช้ภาษาไม่ลื่นไหลและ เทคนิคการนำเสนอที่จูงใจคนอ่าน
ต้องอ่านหนังสือทุกประเภททุกชนิดมากขึ้นเพื่อเรียนรู้ข้อมูลประสบการณ์
แล้วหันไปมองชีวิตสังคมที่เรื่องจริง ผมว่าก็น่าจะมองแบบสมมติฐานควบคู่ไปด้วย
เพราะงานวรรณกรรมคือผลิตผลที่ที่มาจากความจริงและจินตนาการ
-ปัญหาของคนเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือมีวิธีแก้ยังไง
จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมคือ เขียนบ่อยๆ
เขียนเรื่อยๆ อ่านหลายๆ รอบ กรองกลั่นหลายๆ ครั้ง อันไหนจะแก้ก็ใช้ปากกาต่างสีระบุคำความที่ต้องการแก้
ที่สำคัญเนื้อหาต้องกลมกลืนและชัดเจนในเรื่องที่จะสื่อ
แล้วก็แลกเปลี่ยนเพื่อนอ่านครับ
- เว็บบอร์ดในเว็บไซต์ต่างๆมีการโพสต์งานกันเยอะ
คิดว่าระบบบรรณาธิการยังมีความจำเป็นอยู่ไหม
สื่อสารทุกชนิดจำเป็นต้องมีบรรณาธิการครับ
หนังสือมีบรรณาธิการ ทีวีก็มีบรรณาธิการข่าว ยิ่งเว็บบอร์ดก็ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษเพราะใครๆ
ก็โพสต์เข้าได้ทันที อันไหนมันไม่เหมาะสมก็ต้องตัดทิ้ง
- ผมเชื่อในพลังมนุษย์ เป็นคำที่ เคี่ยว โคมคำ
เคยพูดหมายถึงอะไร
เพราะมนุษย์มีพลังทางสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ใดๆ
ในโลก เคยอ่านวรรณกรรมจีนเรื่อง ลุงโง่ย้ายภูเขา
ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนนำออกเผยแพร่เมื่อหลายปีก่อน เพื่อเป็นกุศโลบายผลักดันการปฏิวัติทางวัฒนธรรมก็ยิ่งทำให้มองเห็นพลังมนุษย์ว่ามีจริง
- รู้สึกว่าสนามกวีน้อยไปไหม
( ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
)
มีน้อยมากครับ อาจเป็นเพราะการเขียนไม่ตรึงใจชวนให้อ่าน
อาจเป็นเพราะกวีคิดลึกหลายชั้นมากไป อาจเป็นเพราะกวีต้องการเขียนบทกวีให้แต่กวีอ่าน
ไม่ทุบเรื่องยากๆ ขยายให้เป็นง่าย หรืออาจเป็นเพราะหนังสือพิมพ์และนิตยสารมองประโยชน์ทางการเงินมากกว่าวัฒนธรรมทางวรรณกรรม
ผมไม่แน่ใจสักอย่างว่ามันเกิดอะไรขึ้น
- คิดว่านักเขียนเรียกร้องต่อสังคมมากไปไหม
เช่นว่าการขึ้นค่าเรื่อง การเพิ่มพื้นที่
ก่อนอื่นทางเจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องถามตัวเองก่อนว่า
นักเขียนคือทรัพยากรที่จำเป็นหรือไม่ สำหรับหนังสือพิมพ์ของตัวเองแต่ละประเภท
ถ้าจำเป็นก็ต้องให้ความสำคัญต้องดูแลนักเขียน คนทำงานควรมีผลตอบแทนที่เหมาะสม
ยามดีคุณใช้ยามไข้ไม่รักษามันก็ใช้ไม่ได้ แต่เราก็ต้องดูสถานะของบริษัทที่เราตกลงใจจะเขียนให้เขาว่ามันเป็นอย่างไร
เขาเข้าใจเราๆ เข้าใจเขาประกอบกันด้วยนะครับ เมื่อมีประโยชน์ร่วมกันก็ต้องดูกันและกันให้ตามสภาวะที่เป็นจริง
- ฝากถึงคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน
ผมขอพูดในฐานะนักอ่านนะครับ งานเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนของนักเขียน
ความใฝ่ฝันเป็นเพียงส่วนที่นำเราไปสู่โลกที่งดงามทางจินตนาการ
ฝึกหัดลงมือเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีกโลกแห่งความเป็นจริงจะบอกเส้นทางชีวิตวรรณกรรมเราเอง
ถ้าทำในสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธางานศิลปะคือความอ่อนโยนที่ทรงพลัง
***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***
|