Welcome to Thaiwriter.org
เว็บไซต์ "ชุมนุมนักเขียนไทย" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวงการวรรณกรรมไทย
THAIWRITER.ORG The Writers' Community of Thailand

นาม: กฤษณา ไพฑูรย์


มีคนเปรียบเทียบ "ข่าว" ที่อยู่บนหนังสือพิมพ์ว่าเป็น "วรรณกรรมเร่งรีบ" เพราะคนเขียนข่าวหรือนักข่าวต้องรีบเขียนหนังสือแข่งกับเวลา นำเสนอเรื่องราวและข้อมูลทุกวัน ไม่มีโอกาสได้คำนึงถึงเรื่องความสละสลวยของภาษา แต่ข่าวก็ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของชีวิตจริงบนโลกมนุษย์ได้เหมือนนิยายและเรื่องสั้น สมัยก่อนพบว่านักเขียนชั้นครูจำนวนมากเป็นนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์

ในทางวรรณกรรมมีการมอบรางวัลซีไรท์ให้แก่นิยาย เรื่องสั้น หรือบทกวีที่มีผลงานดีเด่น แต่สำหรับ "วรรณกรรมเร่งรีบ" รางวัลพูลิตเซอร์ตั้งขึ้นเพื่อเชิดชูผู้ที่ทำข่าวดีเด่น สำหรับประเทศไทยรางวัลดังกล่าวก็คือรางวัลอิศรา อมันตกุลนั่นเอง วันที่ 5 มีนาคมซึ่งเป็นวันนักข่าว ในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลได้แก่ กฤษณา ไพฑูรย์นักข่าวสาวตัวเล็กๆจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จากการทำข่าวเรื่อง "ไข้หวัดนก"

ที่มาของการเข้าสู่อาชีพ

สมัยเรียนจบ ม. 6 เป็นช่วงที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล และพี่นก นิรมล เมธีสุวกุลกำลังดัง ทำให้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักข่าว ที่บ้านก็ปลูกฝังเรื่องรักการอ่านมาส่วนหนึ่ง เพราะทั้งพ่อและแม่ชอบติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาตลอด รับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตั้งแต่เด็กสมัยอยู่สมุทรสงคราม ช่วงนั้นสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติด ก็ลองไปสอบนิเทศน์ฯ วิทยาลัยครูจันทรเกษม เป็นรุ่นแรกๆ สอบแข่งขันเข้าไปได้ เรียนวารสารและการประชาสัมพันธ์ คณะศิลปศาสตร์

ตั้งใจตั้งแต่ตอนเรียนเลยหรือไม่ว่าจะเข้ามาเป็นนักข่าว

ช่วงเรียนวิทยาลัยครูจันทรเกษมมีสอนไม่ถึงปริญญาตรี มีแค่อนุปริญญา ทำให้มีการฝึกงานตั้งแต่ปี 1 พอได้ฝึกงานก็ฝึกที่สยามรัฐ ทำให้รู้ว่าเป็นอาชีพที่ชอบ พบรุ่นพี่นิเทศน์จุฬาฯ วารสารธรรมศาสตร์ ปี 3 ทุกคนแปลกใจว่าทำไมเด็กปีหนึ่งมาได้ฝึกงาน แต่เราก็สามารถทำงานได้ มีผลงานลงหนังสือพิมพ์ ดีใจมากที่บทความที่เขียนได้ตีพิมพ์ พี่เขาก็ใส่ชื่อจริงของเราด้วย ได้เขียนอยู่หลายชิ้น

เป็นนักข่าวมากี่ปีแล้ว
14 ปีแล้ว อยู่ประชาชาติมาตั้งแต่ปี 2534 หรือจะเรียกว่าจบมาแล้วทำงานที่นี่เลยก็ได้ เพราะทำงานที่อื่นแค่ผ่านๆ มาฝังตัวอยู่ที่ประชาชาติตั้งแต่เรียนจบถึงปัจจุบัน

คนจะเป็นนักข่าวต้องมีบุคลิกยังไง

ต้องช่างซักถาม ช่างสังเกต แต่จริงๆตนเองเป็นคนไม่ช่างพูด เพื่อนยังแปลกใจว่าทำไมมาเป็นนักข่าวได้

แล้วจริงๆเป็นเพราะอะไร

อาจจะไม่ใช่คนช่างพูดช่างคุย แต่เป็นคนช่างเรียนรู้ ชอบศึกษาเอกสารข้อมูล ช่างสังเกต และช่างคิด

ประสบการณ์ทำงานข่าวครั้งไหนยากที่สุด

ยากแตกต่างกันไป ที่ผ่านมาทำข่าวสืบสวนสอบสวนมาเยอะ แต่ไม่ถึงขั้นชิงรางวัลเหมือนครั้งนี้ แต่ทุกข่าวมีผลกระทบวงกว้างต่อส่วนรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้นแต่ละข่าวที่ออกมาขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาข้อมูลและแหล่งข่าวที่เขาจะไว้ใจให้ข่าวกับเราได้ยังไง พื้นฐานของทุกข่าวคือตรงนี้ เขาจะไว้ใจเราได้อย่างไรว่าข่าวที่ให้เราจะไม่มีผลกระทบไปถึงหน้าที่การงานของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งข่าวที่เป็นข้าราชการ เขาต้องไปเอาข้อมูลลับซึ่งได้จากการไปประชุมกับผู้ใหญ่หรือนักการเมือง จะทำยังไงไม่ให้คนอื่นรู้ว่าได้ข้อมูลนี้มาจากเขา เขาก็เสี่ยง แต่เพื่อให้มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน เราเองก็ต้องป้องกันการถูกฟ้อง จึงต้องให้เขาเอาเอกสารออกมาให้ได้ บางคนก็ต้องใช้การไว้เนื้อเชื่อใจกันนาน แต่ข่าวไม่มีเวลารอ เราต้องสร้างความไว้ใจเขาให้ได้ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด เราต้องบอกเขาว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้เขาเดือดร้อน หว่านล้อมให้เขาเอาข้อมูลออกมาให้ได้ อาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่ต้องขายตัวเองคือขายความไว้เนื้อเชื่อใจ และความไว้วางใจ

เคยเจอประสบการณ์คุกคามชีวิตและทรัพย์สินไหม

อย่างมากก็โทรศัพท์มาขู่ว่าไม่กลัวหรอ ตัวเขายังกลัว บางครั้งข่าวเกือบจะไปถึงจุดงไคลแม็กซ์แล้ว สมัยทำงานอยู่กระทรวงคมนาคมซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลสูง โครงการระดับแสนล้านตัวเลข 1 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่รู้เท่าไรแล้ว เมื่อเล่นข่าวไป ก็มีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองติดต่อมาขอให้หยุดทำข่าวนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วอีกนิดเดียวก็จะเปิดโปงออกมาแล้วว่าผลเสียต่อประเทศชาติเป็นอย่างไร พี่หัวหน้าข่าวหรือบอกอก็บอกว่าเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเรา หยุดเล่นไปเถอะ ในที่สุดก็หยุดเล่นไป ทั้งที่ใจเราอยากจะเล่นให้ถึงที่สุด ไม่กลัวหรอก แหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลเองที่ถูกย้ายก็ไม่เข็ด ยังถามว่าทำไมถึงหยุดเล่น อยากจะให้ข่าวต่อ แต่เมื่อเขาให้หยุดก็หยุด

มีบางครั้งทำข่าวไปขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็มีการโทรมาสืบว่าข่าวนี้ใครทำ แต่ก็ดีที่พี่หัวหน้าสั่งไว้ว่าไม่ให้บอก ปกป้องเรา ไม่อยากให้รู้ว่าเราคือคนทำข่าวนี้

ตอนทำข่าวไข้หวัดนกก็มีทั้งคนที่สนับสนุนและคัดค้าน พวกที่ไม่ชอบก็โทรมาด่าว่าจะทำให้ประเทศชาติเสียหายหรอ ทำอย่างนี้ ไม่เป็นไข้หวัดนกจะให้เป็นได้ยังไง ถึงขั้นมีการปลุกม็อบมาล้อมหน้าบริษัท ซึ่งม็อบนั้นเราก็รู้ว่าเบื้องหลังคือบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการขอร้องให้หาคนมาก่อม็อบ แต่เขาไม่เล่นด้วย จึงโทรมาบอกเรา

ตอนนี้เปิดเผยตัวเองมาสู่ที่แจ้งแล้ว จะวางแผนการทำงานอย่างไรต่อไป

ยังคงทำข่าวต่อไป ทั้งข่าวด้านบวกและลบปะปนกัน แต่อาจจะด้วยนิสัยจับข่าวอะไรก็กลายเป็นข่าวด้านลบไปเสียหมด เพื่อนที่ออฟฟิสยังแซวว่าตั้งแต่มาทำข่าวสายเกษตรยังไม่เคยเห็นทำข่าวเกษตรเลย ทำแต่ข่าวคอรัปชั่นด้านเกษตร แม้แต่ข่าวประชาสัมพันธ์ยังได้กลิ่นไม่ดีเนื่องจากเป็นหนังสือพิมพ์ราย 3 วัน จึงต้องทำข่าวที่ลึกขึ้น เพราะรายวันเขาทำไปหมดแล้ว ด้วยความที่ลึกขึ้นก็เลยทำให้ได้เรื่องที่ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ เจ้าของข่าวเขาก็คงไม่อยากให้เรื่องนี้เผยแพร่ออกไป

ด้วยประสบการณ์ทำข่าวคอรัปชั่นมายาวนาน คิดว่าปัญหานี้จะหมดไปจากสังคมไทยไหม และบทบาทสื่อมวลชนจะช่วยเรื่องนี้ยังไงได้บ้าง

คอรัปชั่นจะไม่หมดไป เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องปรกติธรรมดา แต่กลายเป็นเรื่องด้านชา กลายเป็นเรื่องที่ กูจะโกง กูจะเอา เหมือนเรื่องฆ่าคนตายไม่ผิดก็มี แต่คนที่ไม่ได้ฆ่าใครเลยกลับกลายเป็นแพะ ถ้ากฎหมายอยู่ในมือของผู้ที่มีอิทธิพลจะพลิกซ้ายหรือขวาก็ทำได้ คอรัปชั่นกลายเป็นเรื่องไม่ผิด ยุคหนึ่งเรื่องนี้เป็นคอรัปชั่น แต่อีกยุคไม่ใช่ เหมือนการประมูลข้าวล็อตใหญ่ตัดสินให้เอกชนรายหนึ่งได้ไปรายเดียว เป็นล็อตประวัติศาสตร์ของไทย 1.7 ล้านตัน ขนาดบริษัทเอกชนนี้ผิดเงื่อนไขหลายข้อ มีนักการเมืองเอื้อประโยชน์ให้กันอย่างมาก แต่ใครๆบอกว่าไม่ผิด

ชีวิตที่ผ่านมาทำข่าวหลายสาย สมัยปี 40 ที่เจอวิกฤติเศรษฐกิจ แบงค์ล้ม ทำข่าวสายการเงินพบว่า แบงค์ล้มเพราะการปล่อยกู้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไข บริษัทไม่น่าเชื่อถือ ย่ำแย่ ก็ปล่อยกู้ไป เบื้องหลังคือการปล่อยกู้ให้วงวานนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล คอรัปชั่นคงไม่มีวันหมดไปจากประเทศไทย แต่ถ้าไม่มีคอรัปชั่น ประเทศไทยคงเจริญกว่านี้เยอะ

สำหรับบทบาทของสื่อมวลชนสามารถเบรกได้บ้างเรื่องพวกนี้ ถ้าลงข่าวที่มีการเอื้อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมนี้ลงไป สามารถเบรกเงินได้ส่วนหนึ่ง อาจจะตัดงบลงได้บ้าง หรือบางโครงการที่งี่เง่าก็เบรกไปเลย บางโครงการก็เบรกได้เสี้ยวเดียว บางโครงการเบรกได้ 1 ยก ยก 2 ยก 3 ก็พยายามซิกแซกซอกซอนเอาไปจนได้ การมีคนจับตาก็ดีกว่าไม่มีใครเลย แล้วปล่อยให้ทุกอย่างมันราบลื่น ภาษีของประชาชนคนทั้งประเทศไปทำอะไรก็ไม่รู้ การมีสื่อมวลชนก็ยังช่วยเป็นหูเป็นตาได้บ้าง ทั้งที่เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แต่อย่างน้อยการมีหมาเฝ้าบ้านก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

มีคนเปรียบเทียบนักข่าวหรือสื่อมวลชนเป็นหมาเฝ้าบ้าน และฐานันดรที่ 4 ซึ่งมีอิทธิพลให้คุณให้โทษกับใครก็ได้ คุณเห็นด้วยกับคำเปรียบเปรยไหน

ยอมรับว่าทุกอาชีพมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน เราเองก็ไม่ใช่ดี ตราบที่เราเป็นมนุษย์ ก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นของธรรมดา แต่จะมากหรือน้อย นักข่าวเหมือนสวมหัวโขนอยู่ ถอดหัวโขนออกก็เป็นคนธรรมดา คุณอาจใช้ปากกาเป็นอาวุธสังหารให้คนๆหนึ่งตายไปได้ หรือจะเขียนให้คนเป็นขึ้นมาก็ได้ การจะเขียนข่าวใดจึงต้องพิจารณา ไม่ใช่ว่าเชื่อไปทั้งหมด แต่ยอมรับว่าบางคนหลงระเริงไปกับหัวโขนที่สวมใส่ นักธุรกิจร้อยล้านพันล้านเขามาคุยกับเราก็เพราะต้องการผลประโยชน์ ไม่อยากให้ทุกคนลืมตน มันเป็นแค่อาชีพหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าคนอื่น

รู้สึกอย่างไรกับรางวัลที่ได้

เป็นธรรมดาของคนทั่วไป การได้รางวัลก็เป็นกำลังใจ ดีใจ ปลื้มใจ แต่จริงๆแล้วตอนทำข่าวก็ไม่ได้คิดว่าจะได้รับรางวัล เพียงแต่แค่คิดว่าจะทำอย่างไรให้รัฐบาลออกมายอมรับความจริง ข่าวไข้หวัดนก ไม่ใช่ข่าวธรรมดา แต่มีผลกระทบกับชีวิต ความตาย ความหายนะของประเทศที่จะตามมาทั้งหมด
ตอนที่รัฐบาลปิดบังข้อมูลจนเด็กคนหนึ่งตาย ตอนนั้นออกไปรับศพด้วยตนเอง ที่ ร.พ.ศิริราชถามพ่อเด็กว่าอยากให้รัฐบาลช่วยอะไร เขาบอกว่าทำไมรัฐบาลต้องปิดบังความจริงด้วย เพราะถ้ารู้ว่าเป็นไข้หวัดนกคงไม่ให้ลูกเขาไปคลุกคลี เพราะบ้านเขาก็ไม่ได้เลี้ยงไก่ เด็กไปอุ้มไก่ข้างบ้านแล้วเด็กป่วย ลักษณะของไข้หวัดนก คนที่มีโอกาสติดก็คือ เด็กและคนแก่ เด็กป่วยเป็นหวัดอยู่แล้วไปอุ้มไก่อีกก็เป็นเลย ถ้ารู้ลูกเขาอาจจะไม่ตาย

ฟังแล้วเราสะท้อนใจว่าเพราะเด็กคนนั้นเป็นลูกคนจนใช่ไหม จึงไม่สนใจ ไม่ใช่ลูกรัฐมนตรี ผู้ดีมีเงินที่ควรปกป้อง จึงคิดว่าต้องเปิดเผยออกมาให้ได้ เพราะไม่ใช่โรคธรรมดาแต่ทำให้คนตาย และไม่รู้ว่าคนจะตายอีกเท่าไหร่ แม้จะได้รางวัล แต่ลึกๆแล้วคิดว่าถ้าสามารถทำให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีคนตายจะดีกว่านี้มาก

สมัยหนึ่งนักข่าวเป็นนักเขียนด้วย คุณมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนหรือไม่

นักข่าวก็เหมือนเป็นนักเขียนวรรณกรรมเร่งรีบ เพราะนักข่าวเขียนข่าวกันทุกวัน ต้องแข่งกับเวลา คนเขียนวรรณกรรมอาจจะมีเวลามากกว่า นักข่าวถึงจะมีอารมณ์อยากเขียนหรือไม่ เวลาที่ไล่หลังมาบังคับให้ต้องเขียนให้เสร็จ รออารมณ์ไม่ได้ บางทีเมื่อคิดอะไรไม่ออกก็แซวกันว่าปั้นน้ำเป็นตัวบ้าง จุดเทียนบ้าง เราทำงานบนความเร่งรีบของของเวลา ทั้งการเขียนข่าว บทความ รายงาน พี่ๆหลายคนก็เป็นนักเขียน เป็นคอลัมน์นิสต์ มีผลงานรวมเล่ม เคยคิดว่าเมื่ออายุมากขึ้นจะไปวิ่งข่าวเหมือนเดิมคงไม่ได้ จึงคิดว่าจะผันตัวเองเป็นคอลัมน์นิสต์อยู่บ้างเหมือนกัน

สำหรับการเขียนงานวรรณกรรม อาจจะไม่ถนัด เพราะต้องใช้อารมณ์ และจินตนาการสูง คิดว่าตนเองคงเขียนเรื่องชีวิตจริงได้ดีกว่า แต่บางคนพูดว่า นวนิยายหรือวรรณกรรมบางครั้งก็มาจากชีวิตจริง บางคนบอกว่าละครน้ำเน่า แต่ชีวิตจริงเน่ายิ่งกว่าละคร เท่าที่ประสบการณ์ทำข่าวมาก็ยอมรับว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ

หากจะเขียนก็คงเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเป็นนักข่าวมากกว่า เพราะที่ผ่านมาก็เห็นนิยายหรือละครที่เกี่ยวกับชีวิตของนักข่าวหรือการทำข่าวยังขัดใจว่า ไม่ได้เสี้ยวของชีวิตจริงของนักข่าว ถ้าเขียนอาจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับข่าว แต่แทนที่จะเขียนเป็นชีวิตจริงอาจจะเขียนเป็นเรื่องสั้น หรือนิยาย ตอนนี้ก็ได้แต่คิด ยังไม่ได้เริ่มและไม่รู้ว่าจะได้เริ่มเมื่อไหร่ อาจจะได้ไปเริ่มหลังเกษียณ ถ้าจะมีโอกาส

การเป็นนักข่าวเป็นข้อได้เปรียบในการทำงานวรรณกรรมไหม

คิดว่าไม่ได้เปรียบ เพราะว่าการจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องอ่านมากฟังมาก ต้องยอมรับว่าเป็นนักข่าวก็จริง แต่ภาษาในการเขียนยังไม่ดี ไม่สละสลวย ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ภาษายังแข็ง นักข่าวอาจจะเอาข้อมูลหรือเจาะข่าวออกมาได้ แต่การเรียบเรียงออกมาให้สละสลวยสำหรับตนเองยังทำได้ไม่ดี

***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***

bb
Copyright 2004 THAIWRITER.ORG All rights reserved
contact us: webmaster@thaiwriter.org