จิตรกร บุษบา เป็นบุคคลผู้มากความสามารถในวงการหนังสืออีกคนหนึ่ง
นอกจากการเป็นคอลัมนิตส์ โกสต์ไรเตอร์ แล้ว ในทางสื่อวิทยุก็ยังพบเสียงของเขาอยู่ทุกวัน
สำหรับรายการวิทยุตอนนี้ก็มีคิวจัดอยู่ทุกวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์
ตั้งแต่ สามทุ่มครึ่งถึงห้าทุ่ม ที่วิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย
คลื่น 92.25 จะจัดรายการคุยก่อนนอนกับจิตรกร บุษบา เสาร์กับอาทิตย์
บ่ายโมงถึงบ่ายสามจัดรายการฉันรักวันหยุดที่คลื่นเดียวกัน
วันเสาร์จะมีแถมอยู่นิดหนึ่ง ช่วงบ่ายสามถึงห้าโมงเย็นจัดร่วมกับอาจารย์เจิมศักดิ์
ปิ่นทอง ชื่อรายการพูดตรงใจกับดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
นอกจากนั้นก็เป็นบก.บทความขิงนิตยสาร LIPS แล้วก็เป็น
พิธีกรรายการ นั่งดูหนังดีออกอากาศทาง ETV อันนี้สสส.เป็นผู้สนับสนุนรายการ
ที่เหลือก็เขียนคอลัมน์ให้ GM แล้วก็เป็นโกสต์ไรเตอร์
ตามปรกติ แล้วก็ทำสนพ.ของตัวเองชื่อ สนพ.บานชื่น มีน้องผู้ช่วยเขาค่อยจัดการให้
ไม่ค่อยได้จัดการเอง เป็นพิธีกรบ้าง เขียนคอลัมน์บ้าง
แค่นี้ก็ไม่มีเวลาแล้ว
จิตรกร บุษบา เริ่มกิจกรรมทางด้านงานเขียนตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนขาสั้นชั้นมัธยมสอง
บทกวีของจิตรกรก็คว้ารางวัลระดับโรงเรียนมาตั้งแต่ม.2-ม.6
ซึ่งเป็นการทำเขาเริ่มถามตัวเองถึงผลงานของตัวเองในนอกรั้วโรงเรียน
และคำถามที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทำให้เขาลองส่งผลงานที่ตนเองมีอยู่ไปตามนิตยสารต่าง
นิตยสารเมื่อก่อนจะมีสกุลไทย วัยหวาน วัยน่ารัก ขวัญเรือนประมาณพวกนี้
ตอนนั้นมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่โรงเรียนเขาจะชอบกันมากชื่อ
นิวทัช รู้สึกว่าพี่ธีรภาพเป็นบก. พี่ไพวรินทร์ ขาวงาม
จะเป็นคนคัดบทกวีลงในนิตยสาร คือครึ่งหนึ่งจะเป็นหนังสือติว
อีกครึ่งหนึ่งจะเป็นเรื่องทั่วไปให้เราอ่าน เป็นสัมภาษณ์บุคคลน่าสนใจ
เป็นเรื่องสั้นประมาณนั้น ก็เลยลองส่งไปก็ได้ลงเกินครึ่งถูกเขี่ยทิ้งบ้างตามสภาพ
ก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น พอมาอยู่มหาลัยก็ยังมีธนานัติบ้างอันที่เขาส่งเป็นค่าเรื่องไปให้ที่โรงเรียน
โรงเรียนก็ต้องส่งย้อนกลับมาให้เรา ช่วงนั้นเลยหยุดส่งไประยะหนึ่งไม่ให้ค่าเรื่องถูกส่งไปที่โรงเรียนอีก
ครั้นเราจะส่งเรื่องไปใหม่ก็ไม่แน่ใจว่ามีเรื่องยังค้างอยู่ที่ไหนบ้าง
พอตอนอยู่มหาลัยก็จะมีชมรมภาษาและวรรณศิลป์ตอนอยู่ปี
1 ก็เป็นผู้ช่วย บก. ของวรรณศิลป์สาร พอปีสอง ก็เป็นบก
เอง
จิตรกร บุษบา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านอักษรศาตร์จากรั้วศิลปากร
ด้วยความใฝ่ฝันที่จะทำงานหนังสือมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่
5 ทำให้เขาตั้งตาตั้งล่าทำฝันให้เป็นจริงตั้งแต่ตอนนั้นโดยตั้งเป้าจะเข้าเรียนที่คณะ
อักษรศิลปากรให้ได้เพื่อที่เดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้...วงการหนังสือ
คือผมคิดไว้ตั้งแต่ม.5ว่าจะทำงานหนังสือ ตอน ม.4 จะถูกจับไปเรียนสายวิทย์...เด็กบ้านนอกนี้ถ้าผลการเรียนดีจะถูกจับให้ไปเรียนสายวิทย์โดยอัตโนมัติ
เราก็ติดไปตรงนั้นด้วย พอเริ่มเรียนเราก็เริ่มปฏิเสธวิชาฟิสิกส์
รู้สึกว่ามันไม่สนุก ไม่ได้ส่งเสริมจินตนาการเลย เคมีนี้ยังสนุกอยู่บ้างที่ได้เอาโน่นผสมนี้
แต่ฟิสิกส์เราต้องนั่งคำนวณโน่นคำนวณนี้ก็เลยเกิดคำถามว่าเราจะคำนวณไปทำไม
ก็เลยรู้สึกว่าสายวิทย์ไม่ใช่ทางของเรา ก็มาถามตัวเองพบว่าเราชอบอ่านหนังสือ
เขียนหนังสือ เลยเข้าห้องแนะแนวไปเปิดดูว่าเราต้องเรียนต่ออะไรมันถึงจะเป็นทางที่ถูกต้องกับเรา
ก็ไปเจอพวกเนี่ยคณะอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์
วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์พวกนี้ แต่ใจนะไม่ชอบกรุงเทพไม่อยากเรียนในกรุงเทพก็เลยตัด
อักษร จุฬาทิ้งไป วารสาร ธรรมศาสตร์นิเทศไรพวกเนี่ยทิ้งไปคราวนี้ก็จะเหลือ
อักษรศาสตร์ ศิลปากร กับศึกษาศาสตร์ แต่คิดว่าที่ตรงกับเราจริงๆน่าจะเป็นอักษรศาสตร์ก็เลยเลือกไว้
ก็เตรียมตัวไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็สอบจริงก็ได้ที่อักษรฯศิลปากรจริงๆ
แต่เราคิดเลยไปแล้วว่าเราจะทำงานทางด้านหนังสือ มหาลัยก็เป็นที่หนึ่งที่เราจะแวะไปเติมทักษะเติมประสบการณ์ให้ตัวเองพอจบเราก็ไปสู่ความฝันของเราตรงโน่น
เมื่อจบจากรั้วมหาวิทยาลัย จิตรกร ก็เริ่มก้าวตามฝันของเขาต่อไป
โดยเริ่มงานครั้งแรก กับเครือวัฏจักรที่เคยไปฝึกงานอยู่ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ปี 3 ในเชคชั่นกระแสชีวิต ทำมาได้ระยะหนึ่งจนฟองสบู่แตก
จิตรกรก็วนๆเวียนเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารหลายหัว
เช่น ชีวจิต LIPS เป็นต้น และระหว่างนั้นเองที่เขารับงานโกสต์ไรเตอร์ไปด้วยพร้อมๆกัน
การทำงานของโกสต์ไรเตอร์นี้เป็นชื่อก็จะเป็นของเขาคือมันเป็นเรื่องราวของเขา
มันไม่ได้ใช้หัวสมองของเรา เราก็แค่ไปรับจ้างบันทึกเสียงเขามาแล้วไปเรียบเรียงให้สละสลวย
ให้มันน่าติดตามน่าสนใจ เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่างๆ 80
เปอร์เซ็นต์มันเป็นเรื่องของเขามันไม่ใช่เรื่องของเรา
เราแค่รับจ้างเรียบเรียงลิขสิทธิ์ก็เป็นของเขากับสนพ.ร่วมกันไป
ถ้าเขาจะให้เครดิตเราเขาก็ใส่ชื่อที่ปกอย่างของ กนกวรรณ
บุรานนท์เขาก็ใส่เลยนะว่าเราเป็นผู้เรียบเรียง
นอกจากงานคอลัมนิสต์-โกสต์ไรเตอร์แล้วจิตรกร บุษบา ยังสวมหมวกบรรณาธิการและกรรมการตัดสินรางวัลทางด้านวรรณกรรมมาเหมือนกันเราเลยยิงคำตามต่อไปถึงเรื่องสั้นที่ดีในมุมมองของจิตรกร
บุษบา
ผมยึดถืออยู่สองเรื่อง คือหนึ่งมันมีพลังทางปัญญาไหม
หมายถึงว่ามันสามารถก่อเกิดความสั่นสะเทือนถึงความคิดของผู้อ่านไหม
มันแสดงให้เห็นถึงการตกผลึกทางความคิดของผู้เขียนไหม
หรือเป็นแค่การคาดการณ์ จินตนาการฟุ้งซ่านไปของผู้เขียน
อย่าง คือรักและหวัง ของพี่ วัฒน์
วรรคยางกูล เราจะเห็นเลยว่า มันได้ผ่านการใช้ชีวิตของคนๆหนึ่งมา
หรือได้ผ่านการเฝ้าสังเกตุสังกา คนแก่คนหนึ่งที่เลี้ยงหลานคนหนึ่ง
อยู่ในชนบทแล้ววันหนึ่งกำลังที่จะเลี้ยงหลานมันไม่พอ
ก็จำเป็นต้องปล่อยหลานไปสู่อ้อมอกคนอื่น ความปวดเร้า
ความเหงา ความผิดหวังมันเกิดขึ้นในตัวเอง คือมันสั่นสะเทือนคนอ่านทั้งพลังทางปัญญาทั้งพลังทางอารมณ์มันมีสูงมาก
หรืออย่างในเล่ม ลิกอร์พวกเขาเปลี่ยนไป ของ จำลอง
ฝั่งชลจิตร มันไม่ใช่การขับรถผ่านไปสองชัวโมงแล้วไปเห็น
คุณคิดว่ามันเป็นอย่างงั้นมันเป็นอย่างนี้ แต่เราเห็นว่ามันผ่านการครุ่นคิดมาแล้วผ่านการสังเกตสังกามาอย่างดี
แล้วก็เอาความคิด การสังเกตนั้นมาปรุงเป็นเรื่องสั้นอีกทีหนึ่ง
ไม่ใช่การหยิบเอามาแบบดิบๆ คือมันได้ถูกแปรรูปทางความคิดมาเรียบร้อยแล้ว
หรือ อุบัติการณ์ ของ วรภ
วรภา ก็มีเรื่องสั้นที่สุดยอดหลายเรื่อง ซึ่งพลังทางปัญญามันสูงมาก
แต่ปัญหาของวรภ คือภาษารุ่มร่ามติดแบบอย่างกวี มันไม่งามในแบบเรื่องสั้น
ก็จะมองสองอย่าง พลังทางปัญญา คือสร้างปัญญาให้คนอ่านไหม
กับ พลังทางอารมณ์ คือ มันทำให้เกิดความสะเทือนใจไหม
ทำให้วิตกกังวลไปด้วยไหม ใจหายไปด้วยไหม หรือเดือดแค้นไปด้วยไหม
มันต้องมีสิ่งเหล่านี้สื่อสารออกมาประทะกับคนอ่านได้
เรื่องของมันจึงจะได้ไม่เป็นแค่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ
คือมันต้องมีอิทธิฤทธิ์ของมันไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษ
- มุมมองเกี่ยวกับซีไรต์ปีนี้
ผมไม่ดาดหวังกับซีไรต์มานานพอสมควร ก็ดูเป็นเทศกาลเป็นเวทีสนุกๆอันหนึ่ง
เราจะเอาชีวิตเอาความหวังไปแขวนไวกับมันทำไม ในเมื่อชีวิตก็ชีวิตเรา
ปัญญาก็ปัญญาเรา แล้วทำไมคนทั้งประเทศต้องไปอ่านหนังสือที่กรรมการทั้ง
6 คนอ่านด้วย คุณมีปัญญาเท่าไหร่เหรอ คุณรสนิยมเหมือนเขาเหรอ
บริบทชีวิตคุณเหมือนเขาไหม ถึงต้องอ่านหนังสือแบบเขา
คุณเป็นใครต้องหาตัวเองให้พบแล้วตอบตัวเองว่าคุณโหยหาเรื่องอะไร
ก็หาสิ่งเหล่านั้นมาตอบสนองตัวคุณ มาบำบัดตัวคุณ มาปรุงแต่งตัวคุณ
มาให้การศึกษาแก่ตัวคุณ นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่ก็โอเค วงการวรรณกรรมมันจะได้ไม่ต้องจืดชืดปีหนึ่งมีซีไรต์ประกวดที
ให้ได้ลุ้นกันทีหนึ่งเหมือนหวย มันก็สนุกดี แค่นั้นเอง
เพราะฉะนั้นพอความสุขของกะทิได้ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
เพราะว่าครั้งหนึ่งจ้าหงิญมันก็เคยได้ ครั้งหนึ่งความน่าจะเป็นมันก็เคยได้
ครั้งหนึ่งอมตะมันก็เคยได้ เพราะฉะนั้นมันถูกช๊อคมาหลายครั้งแล้วเลยไม่ได้รู้สึกอะไร
แถมยังเคยพูดกับเพื่อนไว้ว่าเผลอๆปีนี้กรรมการให้กะทินี้แหละเพราะตัดสินง่ายดี
แต่ต้องบอกนะว่ากะทิ มีความหมดจดของมัน กะทินี้มันจิ้มลิ้มน่ารัก
มีความหมดจดในระดับมัน เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่ปล่อยความยึดมั่นถือมั่นว่าซีไรต์
มันต้องเป็นมหากาพย์ เป็นเรื่องเพื่อชีวิต เป็นเรื่องที่จะต้องยกระดับสังคม
ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นแบบนั้นเราจะรับกะทิไม่ได้เลย
แต่ถ้าเราเปิดใจกว้างว่าหนังสือมีสารพัดเหมือนคนที่มีทั้ง
ฝรั่ง นิโกร มีเจ๊ก มีไทย มีมอญ แล้วสวยแบบเจ๊กมันจะไปสวยแบบนิโกรได้ยังไง
เพราะฉะนั้น ความรักของกะทิ ได้ซีไรต์ปีนี้จึงไม่ได้แปลกใจอะไร
แล้วมันก็ดีออกมันแค่ 105 บาทเอง เด็กที่ถูกโดนบังคับให้อ่านก็จะได้รบกวนพ่อแม่แค่
105 เพราะถ้าเราละความยึดมั่นถือมั่นว่าซีไรต์มันต้องเป็นมหากาพย์
ต้องเป็นเพื่อชีวิตเราก็จะไม่รู้สึกอะไรกับความสุขของกะทิ
ข้อเสียอีกอย่างที่เราไปสร้างค่านิยมว่าซีไรต์ต้องเป็นอย่างนั้นซีไรต์ต้องเป็นอย่างนี้
นักเขียนหลายคนที่ปัญญายังไม่ถึงนี้ก็ต้องโหนความคิดของตัวเอง
อย่างน่าสมเพชเวทนา คือตัวเองปัญญายังไม่ถึง แล้วไปเขียนเรื่องที่ตัวเองไม่ได้หยั่งรู้
มันก็เลยกลายเป็นเรื่องโง่งมเรื่องตลกไป หากคุณงามพรรณ
บอกว่าฉันรู้จักชีวิตเท่านี้ ฉันมองเห็นโลกแค่นี้ ฉันก็สร้างเด็กกะทิขึ้นมาเพื่ออธิบาย
มุมมองความคิดของฉัน ถามว่าเขาผิดตรงไหน เขาไม่ได้ผิด สัมผัสชีวิตเท่านี้ก็สะท้อนออกมาเท่านี้
แต่กะทิมันมีความงาม ใช้ภาษาสวยงามใช้คำเท่าทีจำเป็น
คำน้อยแต่อธิบายเรื่องได้เยอะแยะไปหมด ปรัชญาของมันอาจจะไม่ลึกซึ้ง
มันก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ข้ามผ่านความทุกข์ของตัวเองได้
แล้วการข้ามผ่านความทุกข์การแสดงทัศนะในการข้ามผ่านความทุกข์โดยอาจจะถูกคนเขียนยัดความคิดของตัวเองเข้าไปโดยไม่แนบเนียนบ้าง
อันนี้ก็เห็นพิรุธตรงนี้ มีตำหนิตรงนี้ แต่พอบวกลบคูณหาร
เรื่องของการบรรยายฉาก ภาษา การสร้างอารมณ์ มันลงตัว
มันจิ้มลิ้ม เหมือนคนแข่งกระโดดน้ำกัน กรรมการไม่ได้บอกนี้ว่าต้องใช้ท่าอะไร
กรรมการกำหนดแค่ว่ากระโดดน้ำเพลตฟอร์มความสูง 100 เมตร
คุณก็คิดท่าเอาสิว่าจะกระโดดลงมายังไงให้ได้คะแนนมากที่สุด
ตามความชำนาญของตัวคุณ กะทิมันฝึกน้อย เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง
มันก็กระโดดท่าง่ายๆ ถึงจะเป็นท่าง่ายๆแต่มันสมบูรณ์ง่ะกรรมการก็ให้คะแนนสิ
มันไม่จำเป็นว่ากรรมการต้องให้ท่ายากชนะเสมอไป
นักเขียนมีหน้าที่ เขียนสิ่งที่หยั่งรู้หยั่งเห็นเพื่อนำพาให้คนอ่านมาเห็นมารู้สึก
มาค้นพบ สิ่งเหล่านี้ด้วยกัน นั้นคืออำนาจของวรรณกรรมเรื่องหนึ่งๆ
นั้นคือภารกิจของนักเขียนครั้งหนึ่งๆ ไม่ใช่แสดงว่าผาดโผนได้แค่ไหน
ไม่ใช่การแสดงอัตตาของตัวเอง
- ซีไรต์เหมือนเป้าหมายหลักชัยของวรรณกรรมสร้างสรรค์แต่เมื่อซีไรต์ปฏิเสธวรรณกรรมสร้างสรรค์
ที่จริงถ้าไม่มีซีไรต์วรรณกรรมมันอาจจะสร้างสรรค์มากกว่านี้ก็ได้
ถ้าซีไรต์มันไม่พัฒนามาจนกลายมาเป็นยี่ห้อ ที่คนต้องไล่ล่านี้มันก็อาจจะดีกว่านี้
ซีไรต์สร้างอัตตาให้คน สร้างอัตตาให้มาตราฐาน สร้างอัตตาให้แก่วงการ
นักเขียนมากมายเขียนหนังสือด้วยความหวังว่าจะเอาซีไรต์
พลังบริสุทธิ์ทางปัญญา พลังแห่งความเป็นศิลปินมันถูกครอบงำด้วยกิเลสอันนี้
งานมันถึงไม่ระเบิดออกมาจากพลังสร้างสรรค์ที่บริสุทธิ์
ลองไปสำรวจงานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกทุกชิ้นสิว่าใครเขียนงานเพื่อจะหวังรางวัลอะไรบ้าง
มันเกิดจากพลังบริสุทธิ์ที่ระเบิดตูมขึ้นมาเกิดเป็นงานเขียนชิ้นหนึ่ง
ซีไรต์ก็เหมือนกันพอไล่เรียงมาว่าปีไหนเล่มไหนได้ก็เกิดการกะเก็งขึ้นมาว่าปีนี้เล่มไหนน่าจะได้
มันก็เลยไปยึดติดกับตรงนั้นดิ้นไม่หลุด
วันหนึ่งวรรณกรรมเยาวชนได้แทนที่จะตื่นเต้นดีใจว่าซีไรต์เปิดฟ้าให้วรรณกรรมเยาวชน
เรากลับไปกระทืบซ้ำมัน ต้องการให้เมืองไทยมีแค่วรรณกรรมเพื่อชีวิตเหรอ
ในขณะที่คนครึ่งค่อนประเทศพัฒนาชีวิตไปสู่บริบทอื่น ซีไรต์ได้กลายเป็นชนชั้นผู้ปกครอง
เป็นพวกผูกขาด กลายเป็นเจ้าขุนมูลนายที่สั่งที่กำหนดว่า
วรรณกรรมของสังคมไทยต้องเป็นยังไง แล้วโชคร้ายเหลือเกินที่นักเขียนจำนวนไม่น้อย
ก็ยอมเป็นขี้ข้าของซีไรต์ ประจบสอพลอซีไรต์อยู่ตลอดเวลาซีไรต์อยากได้งานแบบไหนก็จะปั้นงานแบบนั้นไปให้ซีไรต์
วรรณกรรมมันถึงไม่พัฒนาเพราะคนมันมาติดอยู่ที่ความโลภ
เงินรางวัล และเกียรติยศชื่อเสียง
- การวิจารณ์
การวิจารณ์บ้านเรามันไม่จริงจัง มันหน่อมแหน้ม วิจารณ์ด้วยอัตตาของคนวิจารณ์
ด้วยอารมณ์ของผู้วิจารณ์มากกว่าการใช้ความรู้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กัน
ลองดูบทวิจารณ์สมัยนี้สิ ผมคิดว่ายังงั้นผมคิดว่ายังงี้
แต่คุณไม่ได้อธิบายมัน ก่อนที่จะวิจารณ์นี้มันต้องมีการกะเทาะองค์ประกอบของมันออกมากองไว้ให้คนดูก่อน
ยังไม่ต้องรีบตัดสิน เหมือนเวลาศาลจะตัดสินเขาต้องแยกองค์ประกอบก่อนนี้เป็นคำฟ้อง
นี้เป็นคำค้าน นี้เป็นพยาน นี้เป็นหลักฐาน แล้วค่อยตัดสิน
นิยายก็เหมือนกันต้องแยกองค์ประกอบออกมาก่อน ว่าโครงเรื่องเป็นอะไร
แก่นเรื่องเป็นอะไร วิธีการดำเนินเรื่องมีศิลปะแค่ไหน
สอดคล้องกันยังไง กลมกลืนกันยังไง เหมือนเพลงๆหนึ่งที่กลมกลืนหรือกระโดดโดงเดงๆ
คือมันต้องแยกออกมาก่อนแล้วค่อยชี้ชวน กันดูทีละองค์ประกอบ
ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมันก็สะท้อนศักยภาพของผู้เขียน เช่นศักยภาพเรื่องภาษา
ศักยภาพเรื่องความคิด ศักยภาพเรื่องการเสียดสีเหน็บแนม
เพราะฉะนั้นเราต้องแยกมาให้ดูถึงความงามและความบกพร่องของชิ้นหนังสือเรื่องนั้นๆ
แล้ว ลองดูสิว่ามันสะท้อนศักยภาพอะไรของผู้สร้างสรรค์
งานชิ้นนั้นๆ ขณะเดียวกัน ก็ดูว่าแต่ละองค์ประกอบที่ร้อยเรียงกันจนกลายเป็นเรื่องสั้น
นวนิยาย บทกวีนั้นมีอะไรที่ส่งมาถึงผู้อ่าน ก่อให้เกิดผลลัพธ์อะไรในตัวผู้อ่านบ้าง
มันถึงจะเห็น
ไม่ใช่ว่าบอกแต่ว่ารู้สึกอย่างนั้นคิดอย่างนั้น เล่มนี้มันไม่ดีเล่มนั้นดีกว่า
คนอ่านบทวิจารณ์ต้องได้รับการศึกษาไปพร้อมๆกัน บทวิจารณ์บ้านเราชอบโชว์ตัวเอง
ไม่โชว์ผลงาน หน้าที่ของนักวิจารณ์ก็คือว่า ชูผลงานนั้นขึ้นมาให้เห็นกันจะๆ
แต่นักวิจารณ์บ้านเราชูตัวเองขึ้นมาบังผลงานเหล่านั้น
จนคนไม่รู้ว่าตกลงงานชิ้นนี้มันเป็นยังไง กลายเป็นว่ามันสร้างวรรณกรรมชิ้นใหม่ซ้อนลงไปในงาน
บทวิจารณ์ถูกปรุงแต่งมากจน ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรอยู่
- ผลงานวิจารณ์ที่ชอบ
ชอบของอาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ที่เป็นกรรมการปีนี้ด้วย
เป็นคนที่วิจารณ์ตรงไปตรงมาแล้วมีความรู้ในการวิจารณ์
แล้วเอาความรู้นั้นไปตัดสินวรรณกรรม ไม่ใช่เอาตัวเองไปตัดสิน
อาจารย์กอบกุล อิงคุทานนท์เป็นอีกคนที่เวลาเราอ่านงานวิจารณ์ของท่านเราจะไม่เห็นตัวอาจารย์กอบกุลในบทวิจารณ์เลย
เราจะเห็นแต่งานนั้นล้วนๆ อย่างวิจารณ์ใบไม้ที่หายไปของพี่จี๊ด-จีรนันท์
พิตรปรีชา เราจะเห็นแค่งานของพี่จี๊ดว่าดียังไงบกพร่องยังไง
เราไม่เห็นผู้วิจารณ์อยู่ตรงนั้น ไม่มายืนขวางหน้าเราเลย
ให้เรากับงานได้สัมผัสกันโดยตรงโดยที่เป็นผู้ชี้ให้เห็น
คนวิจารณ์นี้คือมัคคุเทศน์ชี้ให้เรามองเห็นเจดีย์ อย่ามาอวดอุตริมนุษยธรรมโดยการยืนบังเจดีย์
ชี้ให้เราเห็นว่าเจดีย์สวยตรงไหน
- ปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนของวงการ
ความคับแคบในจิตใจคนทั้งของคนเขียน บก. คนจัดจำหน่าย
คนพิมพ์ อย่างคนจัดจำหน่าย ก็คิดว่าใครเป็นลูกค้าเรา
ใครเป็นคนพิมพ์กับเรา ก็เอางานคนนั้นวางไว้หน้าร้านตนก่อน
ส่วนของคนอื่นก็เอาไปซุกซ่อน
อันนี้เป็นความคับแคบความเห็นแก่ตัว ส่วน บก. ใครพวกกู
ก็พิมพ์ให้ก่อน ถ้าเจ้านายสั่งมาอันไหนดีชั่วก็เอาไว้ก่อนเอาตามนาย
ไม่ไฟต์งานให้นักเขียนดีๆ เพราะนายบอกว่ามันจะได้กำไรเหรอมันจะขาดทุนละมั๊ง
คุณก็สู้อุตส่าห์เก็บงานดีๆของเขาไว้ ทั้งๆมีหน้าที่เป็นหัวโขนในการรบพุงแทนนักเขียนที่เขียนงานดีๆ
ต้องคิดว่าเขาไม่ได้สร้างงานให้เจ้านายคุณได้กำไร แต่โลกทั้งโลกจะได้กำไรจากงานเขียนของเขา
นักเขียนเองก็เหมือนกันต้องเรียนรู้ให้เยอะ อย่าจมปลักอยู่กับตัวเองว่า
ฉลาดปราดเปรื่อง ว่าตนแน่แล้ว เพราะมันมีความรู้ใหม่ๆ
ปัญญาญาณใหม่ๆออกมามากมาย งานพวกนี้มันจะไปขยายโลกทางความคิดของนักเขียน
ความโตขึ้นทุกวี่ทุกวันของนักเขียน จะทำให้เขาโตขึ้น
แล้วจะชักจูงคนอ่านให้โตขึ้นตามมาด้วย
แต่ถ้าทุกคนคับแคบยึดแต่วรรณกรรมเพื่อชีวิตเท่านั้นที่เป็นศาสดาของตน
หมางเมินวรรณกรรมจากที่อื่น อย่างวรรณกรรมแปลเกาหลี นิยายรัก
เรื่องโรแมนติก ศาสดาของข้าไม่สนใจงานแปลที่มากองอยู่หน้าตนเอง
แต่ต้องเป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตเท่านั้นถึงจะเป็นพระเจ้า
อย่างอื่นมันเศษเดนพวกนอกรีต ถามว่าความโลกทัศน์ของคุณจะกว้างไกลแค่ไหน
ทำไมคุณไม่ตักตวงปัญญาที่มนุษย์ที่อยู่ซีกโลกหนึ่งค้นพบ
ทำไมไม่ดื่มด่ำไปกับวรรณกรรมเกาหลี ลองดูซิว่าวิธีการเล่าเรื่องของเขามันอ่อนโยนขนาดไหน
มันไหวมันหวั่นขนาดไหน ในนั้นอาจจะมีคำบางคำที่ทำให้คนตระหนักมัน
ถึงปัญหาที่กำลังขบคิดอยู่ก็ได้ ถามว่ามันกระจอกรึความคิดพวกนี้
มันก็มีความยิ่งใหญ่ของมัน ไม่ใช่ต้องไปยกระดับชนบท ต้องพูดถึงความเท่าเทียมกันอยู่ตลอดเวลา
เขาจะต้องไปให้พ้นความคับแคบของตัวเองให้ได้แล้ว วรรณกรรมไทยมันจะยกระดับขึ้นมากกว่านี้
- งานชิ้นล่าสุดของจิตรกร บุษบา
ตอนนี้กำลังจะมี บางสิ่งที่ทำให้หัวใจอุ่น ออกมา
ในเล่มเป็นความเรียงเกี่ยวกับบ้าน บ้านสร้างและทำลายอะไรไปบ้างมันจะรวมอยู่ในนี้
อันนี้พิมพ์แจกห้องสมุดร่วมกับผู้ฟังทางคลื่นวิทยุ เล่มนี้นกป่า
อุษาคเนย์เคยพิมพ์กับสนพ.ทางเลือกมาแล้ว แต่พิมพ์ครั้งนี้
เอามาดึงบางเรื่องออกแล้วเติมบางเรื่องเข้าไปใหม่ ที่มันสามารถตอบโจทย์
ไม่มีอะไรเหมือนบ้าน บ้านเป็นจุดเริ่มที่สำคัญของมนุษย์จะสร้างคนหรือปีศาจก็ที่บ้านนี่ล่ะ
ก่อนที่จะพิมพ์ก็ได้บอกคนฟังมีต้นฉบับอันนี้อยู่ ยังไม่มีตังค์แต่อยากพิมพ์
เพื่อที่จะได้ให้เด็กได้อ่าน ได้เห็นชีวิต ได้เห็นพ่อแม่
เห็นความเป็นครอบครัวแล้วหวงแหนมัน แล้วได้ปกป้องมัน
คนฟังก็โอนมาคนละร้อยสอง จนพอที่จะพิมพ์ ก็พิมพ์มา 5000
เล่ม แจกห้องสมุด 500 เล่ม แล้วก็แจกคนฟังที่ได้ร่วมบริจาคกันมาให้เอาไปสร้างบ้านตัวเอง
แล้วอีก 2000 เล่มก็ขออนุญาตนำไปขายเพื่อเอาทุนมาพิมพ์ในครั้งต่อไป
เล่มนี้ให้เคล็ดไทยเป็นสายส่งให้
-- งานชิ้นต่อไป
อีกสักสองอาทิตย์จะมีหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพออกมาอีกเล่ม
เป็นคอลัมต์ที่เคยเขียนลงคอลัมน์ใน LIPS ตั้งชื่อไว้แล้วโดยได้ขออนุญาตเลียนแบบกุดจี่
ใช้ชื่อว่า อยากเธอให้สุขภาพดีตลอดปีตลอดชาติ เป็นเรื่องของสุขภาพ
แต่เอาเทคนิคของนิยายเขามาเล่าเรื่อง จะออกตลกๆ แต่ละบทก็เป็นเรื่องของสุขภาพ
มันก็จะอธิบายแบบขำๆ
- ฝากถึงนักอยากเขียน
อยากเขียนก็เขียนอย่าเอาแต่อยาก อยากเฉยๆไม่มีใครบำบัดให้ต้องบำบัดเอง
อยากไม่อยากไม่สำคัญเท่ากับว่าเท่ากับว่าเขียนหรือยัง
พวกอยาก ๆ ทั้งหลายมักไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความอยากมันมากมันเลยเอาแต่คิดฝัน
แต่การลงมือมันจะไม่ค่อยมี เพราะมันจะทำงานด้วยความอยาก
เราจะเห็นว่าพวกที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยากไม่มาก
เขาจะเขียนของเขาเก็บไว้ซุกๆซ่อนๆ ปรากฏว่าเป็นงานเขียนที่ดี
เพราะมันเป็นความบริสุทธ์ ไม่มีกิเลศความอยากเป็นเรื่องล่อ
ก็ยังไม่รู้หรอกว่าที่เขียนนะงามหรือไม่งามอย่างไร แต่พอเขียนบ่อยๆเขา
มีคนทัก ความชำนาญมันเกิดขึ้น
แล้วยิ่งถ้าเขามีพรสวรรค์
มันจะแทรกซึมเข้าไปโดยที่ไม่รู้ตัว อย่างที่พระพุทธสอนว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่ตอนหลังนักควอนตัมฟิสิกส์บอกว่า พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นในภาวะที่เราไม่รู้ตัว
ไม่ยึดติด ไม่ผูกมันอยู่กับตัวเรา มันจะเป็นช่วงเวลาที่ปัญญาเรืองแสง
เพราะฉะนั้นทันที่คุณอยากมันเริ่มส่อเค้าของปัญหา ความอยากจะเป็นเมฆทะมึนๆลอยอยู่บนท้องฟ้า
ไม่ต้องอยาก ความอยากไม่ใช่เข็มทิศ การลงมือทำจะเป็นพาหะนะไปสู่ความอยากเอง
อย่าให้ความอยากนำคุณไป
***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***
|