ณ เวลานี้คอวรรณกรรมทั้งหลายคงเฝ้าจดจ่อกับการประกาศผลรางวัลซีไรท์ประจำปี 45 ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
หลังได้สัมผัสความตื่นเต้นในการประกาศผลเรื่องที่เข้ารอบสุดท้ายกันมาแล้ว เป็นที่น่ายินดีที่วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ
1 ใน 7 นักเขียนที่ผ่านเข้ารอบมา จิรภัทร อังศุมาลี ซึ่งเจ้าตัวได้ให้ทัศนะและความรู้สึกกับการทำงานไว้ว่า "การทำงาน
ถ้าทำแล้วได้รวมออกมาเป็นเล่ม ก็ถือว่าน่าพอใจ แต่ขั้นต่อมาก็ย่อมอยากให้มันขายได้
ครั้งนี้ที่ได้เข้ารอบต้องยอมรับว่า ตื่นเต้นพอสมควร เพราะจะทำให้หนังสือเรามีคนสนใจอยากอ่านมากขึ้น
ตรงนี้มันจะทำให้สิ่งที่เราเหนื่อย สิ่งที่เราคิด เกิดเป็นพลังขึ้นมาได้ และนี่คือข้อสำคัญที่อยากจะบอกว่า
ขอให้ทุ่มเทกับงานที่เรารักให้มากที่สุด และพอมันถึงที่สุดแล้วก็ต้องมีคนเห็นจนได้
เชื่อสิ"
แน่นอนค่ะ มาถึงวันนี้เราทุกคนย่อมได้เห็นแล้วว่า สิ่งที่เขาเชื่อ สามารถเป็นความจริงขึ้นมาได้
เพราะ วิปริต รวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดนี้ ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นของบรรดาหนอนนักอ่านไปแล้ว
ลองมารับรู้และสัมผัสกับตัวตนและความคิดของเขาให้ละเอียดยิ่งขึ้นดีกว่าค่ะ
"ปัจจุบันนั่งเขียนหนังสืออิสระอยู่กับบ้าน ไม่ได้ทำงานหลักอะไรแล้วครับ"
เป็นคำตอบแรกเมื่อเราถามไถ่ถึงหน้าที่การงานหลักในเวลานี้
ทราบมาว่าพี่ผ่านการเขียนงานมามากมายหลายประเภท ทั้งกวี สารคดี และโดยเฉพาะบทความทางดนตรีที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
แล้วมีแรงบันดาลใจอะไร ที่ทำให้พี่ตั้งใจอยากจะเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายมากกว่า
มันมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างไรคะ
จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่สมัยพี่เรียนศิลปะ ก็เริ่มเขียนบทกวีเยอะมาก งานชุดแรกเป็นบทกวี คืนฟ้าคลั่ง กับบทกวียาว ภาพร่าง แต่พอช่วงที่เรียนจบแล้วมาทำงานหนังสือพิมพ์
ก็เริ่มเขียนเรื่องดนตรีก่อน เพราะพี่เถียร เสถียร จันทิมาธร ตอนนั้นอยู่ประชาธิปไตย
เขาเข้ามาคุมหน้าบันเทิง และเผอิญชอบพอกัน เขาเห็นว่าพี่รู้เรื่องด้านดนตรี จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่ตรงนั้นมา
แต่ตอนแรก ๆ พี่เขียนเรื่องดนตรีลูกทุ่งก่อน ดนตรีเพื่อชีวิต เขียนถึงความหมายในเนื้อเพลงของ
ก้าน แก้วสุพรรณ คำรณ สัมปัญนานนท์ และต่อมาก็กลายมาเขียนคอลัมน์ดนตรีที่เป็นดนตรีร็อก
มันก็เลยเริ่มต้นหนักเรื่องดนตรีมาก่อน หลังจากที่ทำเรื่องดนตรีมาระยะหนึ่งแล้ว
คือใจพี่อยากจะเขียนหนังสือที่เป็นเรื่องสั้น คิดอยากจะเป็นคนเขียนหนังสือจริง
ๆ แต่วิธีที่จะเขียนให้ดีได้ พี่มีความคิดว่า การที่จะเป็นคนเขียนเรื่องสั้นได้
ถ้าคุณไปทำสารคดีก่อน มันจะคล้าย ๆ กับว่าเป็นจุดที่สามารถทำให้เรามองอะไรได้เยอะ
มีวิธีเก็บข้อมูล วิธีเข้าไปหาผู้คน เข้าไปเอาอะไรต่ออะไรมานำเสนอ และพี่ก็คิดว่าคนที่เขียนสารคดีได้ลึก
ๆ ดี ๆ ถ้าจะไปทำงานเรื่องสั้นหรือนิยาย มันมีโอกาสได้ง่ายกว่า มันเหมือนกับเป็นขั้นตอนแรกที่จะขึ้นไปตรงนั้น
และที่สำคัญเวลาคุณออกไปดูท้องที่ คุณจะมีฉาก มีข้อมูล วันหนึ่งคุณจะเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้กับงานนิยายได้
คือจะเรียกว่างานพวกนั้นเป็นงานช่วงที่เราหาประสบการณ์ ประกอบกับเพราะความที่อ่านหนังสือมาเยอะ
ก็เลยทำให้อยากเขียนหนังสือไปโดยปริยาย ก็เลยทำมาเรื่อยแหละครับ
เปรียบเหมือนการผ่านงานเขียนมาหลายประเภท จะเป็นการสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย
ๆ ใช่ไหมคะ
หนึ่งประสบการณ์ สองเป็นงานอาชีพหลัก เป็นรายได้ รายได้เพื่อที่เราจะเตรียมตัวว่า
วันหนึ่งเราจะหยุด เพื่อจะมานั่งเขียนจริง ๆ ให้รู้ไปเลยว่าแน่ ไม่แน่ ทำได้หรือไม่ได้
มันไม่มีอะไรซับซ้อนอยู่แล้วเรื่องแบบนี้
แล้วพี่มีการกำหนดลีลาเฉพาะตัวไว้บ้างหรือเปล่าคะว่า เมื่อพูดถึงงานของจิรภัทร
จะต้องเป็นแบบนี้ แนวนี้
ไม่ใช่ครับ พี่คิดว่าศิลปะมันฟ้องคนทำ ตัวคุณเป็นยังไง มันก็อยู่ในนั้นแหละ พี่ไม่เชื่อว่า
คน ๆ หนึ่ง จะเขียนงานได้เลิศหลายรูปแบบ ไม่เชื่อว่าจะทำได้ดี อาจจะได้แต่ไม่ดี
อย่างคนบางคนพูดว่า ผมจะเขียนงาน..เออ ละครน้ำเน่าก็ได้ ผมจะเขียนงานเพื่อชีวิตก็ได้
ผมจะเขียนงานวรรณกรรมเพื่อสังคมก็ได้ พี่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ในความเป็นจริงคุณถนัด
คุณรู้สักกี่เรื่อง แค่คุณทำสิ่งที่เป็นตัวคุณจริง ๆ สิ่งที่คุณถนัดจริง ๆ ถนัดที่สุด
มันยังยากเลยที่จะให้ได้ดี พูดอย่างนี้ดีกว่า
คือพี่เชื่อว่างานเขียนก็คือสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคนหรือคะ
มันควรจะค้นให้เจอ ควรจะค้นแนวให้เจอว่าเป็นอย่างไร คือถึงแม้ว่าตัวเองชอบจริงจังยังไง
ก็ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร เป็นคนอย่างไร บอกแล้วว่างานศิลปะมันฟ้องคุณจริง
ๆ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง มันอันตราย มันไม่เหมือนงานอย่างอื่น มันเป็นงานที่เปิดเผยตัวคุณเอง
ไม่ใช่เท่ห์เลยนะ ถ้าคุณโง่มันก็คือโง่เลยล่ะ
อย่างช่วงที่พี่เขียนบทความด้านดนตรี พี่บอกว่าจะเขียนเฉพาะเพลงที่พี่ชอบฟัง
แล้วกับงานเรื่องสั้น นิยาย พี่ก็จะเขียนในเรื่องที่พี่รู้และเข้าใจ จะไม่ตามกระแสหรือนโยบายของสนพ.ใช่ไหมคะ
ครับ ต้องรู้จริง ต้องไปหาข้อมูล ทุก ๆ คนแหละ ยกตัวอย่าง ที่พี่ทำเรื่อง คนลอบหมึก สมมุติว่าคุณเขียนเรื่องเรือ
คำว่า เรือ คำเดียว คนอ่านก็รู้ทุกคน รู้ว่าภาพของเรือมันเป็นอย่างไร แต่คนเขียนจะต้องรู้ให้มากกว่าว่าเรือนั้นประกอบด้วยอะไร
ตรงนี้เราไม่ต้องไปเขียนถึงก็ได้ แต่ถ้าคุณรู้ให้มาก ว่าตรงนี้เขาเรียกกราบเรือนะ
ตรงนี้เรียกพังงานะ คุณจะเขียนได้ดีกว่า คุณต้องรู้หมดแต่คนอ่านเขาไม่จำเป็นหรอก
เรือก็คือเรือ แต่ถ้าคนเขียนบางคนโดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่ พี่รู้สึกว่าจะเป็นอย่างนี้
คือไม่ต้องศึกษามาก เรือก็คือเรือ ไปรู้ทำไมว่าท้องเรือมันต้องลึกเท่า ไหร่ กว้างเท่าไหร่
กระดูกงูต้องเป็นรูปยังไง พี่ว่ามันต้องรู้ดีกว่า รู้ให้หมดนะดี ยิ่งรู้มากเท่าไหร่
มันยิ่งเขียนง่ายขึ้น และมันก็จริงมากขึ้นด้วย เพราะอย่าลืมว่าพองานพิมพ์ออกมาแล้วมันเป็นงานสาธารณะแล้วนะ
คนเขียนไม่มีสิทธิ์อะไรแล้ว มันเป็นเรื่องของคนอ่าน สมมุติอีกตัวอย่างก็ได้ว่า ถ้าเขียนเรื่องทะเล
คนที่อยู่ในเมืองอาจจะไม่รู้ซึ้งเรื่องทะเลมาก แต่อย่าลืมว่าคนที่อยู่ในทะเลจริงเขาก็อ่านนะ
ถ้าเราผิดไปเขาก็หัวเราะ เพราะฉะนั้นที่สำคัญคือต้องมีเรื่องที่จะนำเสนอและก็ต้องรู้ให้ชัดเจนก่อน
ถ้าอย่างนั้นการที่พี่บอกว่าไม่ประสบความสำเร็จในงาน อาจเป็นเพราะพี่ไม่ทำงานตามกระแสหรือเปล่า
ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องยอมรับความจริง พี่จะยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย อย่างงานของปริทรรศที่เข้ารอบ
ปราบดา หยุ่น หรือของเรวัตร์ ถือว่าดีมาก คนพวกนี้อายุรุ่นลูกแล้วนะ
ประมาณ 30 พี่นี่จะ 50 แล้ว ตอน 30 พี่ยังทำอะไรอยู่ล่ะ ต้องยอมรับว่างานที่ผ่านมาที่เคยพิมพ์มันห่วย
แต่เด็กรุ่นนี้อายุแค่นี้เขาทำได้ขึ้นมาถึงขนาดนี้พี่ว่าเป็นการพัฒนาของคนรุ่นใหม่ที่ดี
คิดง่าย ๆ ที่พี่เข้ามาเป็น 1ใน 7 อายุ 50 แล้วนะ รุ่นพ่อแล้ว เพราะฉะนั้นที่บางคนบอกว่า
เรื่องสั้นมันยังไม่พัฒนาไปไหน มันไม่จริงหรอก
คำถามนี้เรามาเข้าเรื่องซีไรท์กันบ้าง ครั้งนี้เป็นการเข้ารอบครั้งแรกเลยใช่ไหมคะ
ครั้งแรกเลย
แล้วพี่มีความรู้สึกอย่างไรกับรางวัลซีไรท์ จากครั้งที่ผ่าน ๆ มาคิดว่า
เกณฑ์มาตราฐานการคัดเลือกของเขาเป็นอย่างไรบ้างคะ
พี่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เปิดเผยและดีมากตรงที่ว่า พอมีการเปิดเผยขึ้นมา ทุกคนได้รู้
ได้ถาม อะไรที่เปิดเผย มันจะได้ไม่มีการถูกด่า เหมือนทุกปีที่มีการด่าว่ากัน แต่ปีนี้ไม่มีเลยเห็นไหม
และอย่างน้อยหนังสือทั้ง 7 เล่มนี้ ก็ขายดีขึ้น ยกตัวอย่างของพี่นะ วางแผงครั้งแรกนี่เงียบสนิทเลย
ขายไม่ออก แต่พอประกาศผลปั๊บ ขายดีขึ้นมาทันที ต้องพิมพ์เพิ่มอีก 1,000 เล่ม ทุก
ๆ ปีที่ผ่านมาอาจทำให้ หนังสือขายได้เพียงเล่มเดียว แต่ปีนี้ช่วยขึ้นมาอีก หนังสือขายได้เพิ่มขึ้นมาอีก
6 ถึง 7 เล่ม พี่คิดว่าระหว่างช่วงประกาศผลเข้ารอบซีไรท์ จนถึงช่วงตัดสินน่าจะทิ้งช่วงห่างประมาณ
3 เดือน แค่นี้เวลามันสั้นไป และในช่วง 3 เดือนนี้ ก็ต้องพยายามสร้างกระแสของการพูดคุยถึงทุก
ๆ เล่ม ไม่ใช่แค่เพียง 7 เล่มที่เข้ารอบ ควรจะพูดถึงอีก 50 กว่าเล่มนั้นด้วย มาคุยกัน
จะได้เกิดกระแสการโต้เถียง ให้เกิดความน่าสนใจขึ้น แต่ครั้งนี้ก็ทำได้ดีแล้วล่ะ
กับมาตราฐานการคัดเลือกพี่พอใจไหมคะ
พี่ว่าคราวนี้โปร่งใสนะ จริง ๆ รางวัลซีไรท์มันก็คือกระแสหนึ่งของวรรณกรรม ถนนวรรณกรรมของบ้านเรา
ที่ผ่านมามันจะดีหรือไม่ดีอย่างน้อยมันก็ทำให้เกิดกระแส ใช่ไหม ก็คงเป็นรางวัลที่ดี
แต่มันจะไม่ดีตรงเรื่องของคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่า กรรมการไม่ดีพอหรือเปล่า
กรรมการปิดบังหรือเปล่า พูดเปิดเผยอย่างคราวนี้มันก็ไม่มีอะไร ทุกคนก็ยอมรับโดยปริยาย
แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ว่าคือ คนที่เขียนส่งเข้าประกวด คุณต้องเล่นตามเกมเขาสิ ในเมื่อคุณพร้อมส่งเข้าไปแล้ว
ซีไรท์เขาก็มีอยู่แล้ว กฎเกณฑ์เป็นอย่างนี้ คุณก็ต้องรู้อยู่ คุณส่งไปแล้วนี่ จะได้หรือไม่ได้
มันก็เหมือนกับคุณลงสนามเล่นบอล ก็ต้องเล่นตามกฎกติกาเขา ไม่ใช่พอเขาคัดเลือกเข้ารอบ
7 เล่ม แล้วคุณไม่ได้ คุณก็ด่าเขา หาว่ากรรามการไม่เก่ง มันไม่ใช่ ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกอย่างนั้น
คุณก็ไม่ควรเปิดเผยสู่สาธารณะ ในเมื่อคุณจะลงไปเล่นแล้ว เขาไม่ได้เชิญคุณนี่ คุณลงไปเองนะ
ก็ต้องเล่นไปตามเกม แต่ในส่วนระบบโครงสร้างของคนที่เป็นกรรมการถ้าไม่ดีพอ ตรงนั้นเราก็แก้ไขสิ
ยังไงก็แก้มาดีแล้วในปีนี้ ต่อไปก็อาจจะดีขึ้น ชัดเจนขึ้น สนุกขึ้น พี่ว่ามันดีนะ
พี่ได้อ่านงานที่ได้ซีไรท์มาตลอดหรือเปล่า
ส่วนใหญ่จะอ่าน นอกจากพวกกวีพี่ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่ถ้าเรื่องสั้นเรื่องยาวอ่านมาหมด
แล้วคิดว่า การตัดสินของกรรมการใช้ได้ไหมคะ ในแต่ละเล่มที่พี่ได้อ่านมา
พวกกวี พี่ไม่มีความเห็น ส่วนเรื่องสั้น นิยาย พี่ว่าถูกต้องนะ ถูกต้องเลยล่ะถ้าเทียบกับเล่มที่เข้ารอบทั้งหลาย
ในความรู้สึกพี่นะ
แสดงว่าพีพอใจกับเกณฑ์การตัดสินของกรรมการ
พอใจไหม เอาเป็นว่าก็น่าพอใจ
กับงานชิ้นนี้ที่เข้ารอบมาน่าจะถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นงานที่พี่ชอบมากที่สุดได้ไหมคะ
เป็นชิ้นที่เราทำงานด้วยความเข้าใจมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เราเข้าใจเทคนิคที่จะนำมาเสนอกับเนื้อหาที่เรามีอย่างไร
เราเข้าใจในแง่ว่า เราจะทำให้เกิดพลังในแต่ละเรื่องได้อย่างไร เพื่อให้เกิดการกระแทกหัวใจคนอ่านได้อย่างไร
อะไรอย่างนี้ มีความเข้าใจมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าชอบมั้ย ก็ยอมรับว่าเป็นชุดที่ค่อนข้างทำได้ในระดับที่พอใจมากพอสมควร
คือตรงเป้าที่คิด ยอมรับว่าพี่โอเค เรื่องสั้นชุดนี้เราทำเองหมดทุกอย่าง เราจะคัดเลือกเรื่องของเราเอง
เป็นบก.เอง คุมว่าเรื่องไหนควรจะอยู่ตรงไหนขึ้นไป คือจะสังเกตว่าต้องอ่านทั้ง 8
เรื่อง ถึงจะเข้าใจ เรื่องนี้มันจะเริ่มตั้งแต่ชนบท และเดินทางเข้าเมือง และทั้งหมดจะเป็นเรื่องของความวิปริต
สังคมที่วิปริตไปหมด ผู้คนที่วิปริต ความศรัทธาที่เลวร้าย คนที่อาศัยความอ่อนแอของผู้อื่นหากิน
อย่างนักการเมือง อย่างพระที่ใช้ความศรัทธาของชาวบ้านมาหากินอะไรอย่างนี้
แล้วจะเป็นงานที่รักมากที่สุดหรือเปล่า
คือที่เขียนน่ะเรารักหมดแหละ เพียงแต่ว่าตอนนั้นเรายังเขียนไม่เก่ง แต่พอมาถึงตรงนี้ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเข้ารอบ
คิดแค่ว่ามันได้ทำแล้วได้รวมเล่มแล้ว ก็พอใจล่ะนะ แต่ก็อยากให้มันขายได้ พอมันเข้ารอบก็ยอมรับว่าน่าตื่นเต้นนะ
เพราะจะทำให้หนังสือมีคนสนใจมากขึ้น เราอยากให้คนอ่าน มันทำให้สิ่งที่เราเหนื่อยสิ่งที่เราคิดเกิดเป็นพลังขึ้นมา
จริง ๆ แล้วถ้าเราทำให้มันดีที่สุด ให้ทุ่มเทกับงานที่เรารักที่สุด ที่สุดแล้วมันต้องมีคนเห็นจนได้แหละน่ะ
เชื่อสิ
เรื่องนี้ที่สุดแล้ว
ที่ผ่านมา ใช่ แต่มันก็ต้องมีต่อไป ไม่ใช่ว่าที่สุดแล้ว สมบูรณ์แบบแล้วไม่ใช่อย่างนั้น
มันก็ต้องมีขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเรื่องธรรมดา
ทราบว่าจบมาทางด้านศิลปะ ใช่ไหมคะ แล้วไม่คิดจะทำงานด้านนี้อย่างจริงจังบ้างหรือคะ
พี่ก็ทำนะ ตอนนี้ก็เขียนรูปอยู่เหมือนกัน เมื่อก่อนก็เป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์นะ รูปประกอบก็ทำมาหมด
แต่ตอนหลังนี่ เราชอบเขียนหนังสือมากกว่า พี่เคยแสดงงานที่ภูเก็ต 2 ครั้ง ช่วงที่ไม่เขียนหนังสือมา
3 ปี ก่อนที่วิปริตจะออกมา พี่เขียนรูปอย่างเดียวเลย ก็คือช่วงนี้งานเขียนรูปเป็นงานที่เราสนุก
เพราะเราไม่เครียด เราไม่ต้องไปโชว์ใคร ดีไม่ดีก็เห็นคนเดียว เขียนเพื่อพักผ่อน
ก็มีความสุขกับมัน ไม่เหมือนเขียนหนังสือ เขียนหนังสือมันเครียด ต้องทุ่มเท พอเราเครียดมาก
ๆ หลังจากอ่านหนังสือเสร็จ เราก็เขียนรูปดีกว่า มันก็สนุกดี
แล้วชอบอะไรมากกว่ากันคะ
พี่ว่าศิลปะมันเกี่ยวข้องกันหมดแหละ ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ถ้าคุณศึกษาหมด
มันจะสอดคล้องกัน มันจะรับใช้ซึ่งกันและกัน ถ้าได้ศึกษาจริง ๆ มันจะช่วยได้เยอะจริง
ๆ นะ
พี่ตั้งความหวังสูงสุดเกี่ยวกับงานไว้อย่างไร
คือ
ทุกคนต้องมีกระแสของมัน ถ้าทำงานศิลปะ พอถึงช่วงหนึ่งก็ต้องตาม ต้องตามไปเรื่อย
พอเราตัดสินใจว่าเราจะทำงานเขียนหนังสือ สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือ คุณเขียนงานออกมาให้ได้ก่อนสิ
อย่าไปคิดถึงว่ามันต้องได้รางวัล หรือต้องเขียนส่งซีไรท์นะ ต้องคิดว่าจะต้องทำให้เสร็จ
ทำให้ดีที่สุด ไม่มีเวลาจำกัด ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นใครอย่ามาถามว่าจะเสร็จเมื่อไหร่
เราไม่รู้ เสร็จแล้วเราอาจจะทิ้งไว้อีกเป็นปีก็ได้ มันไม่ใช่ว่าเสร็จแล้วเราจะต้องเสร็จตอนนั้นเลย
ความฝันของตัวเองแน่นอนใครก็อยากให้ตัวเองประสบความสำเร็จ ทุกคนอยากให้มีคนอ่านหนังสือของตัวเองเยอะ
ๆ
คือการที่มีคนอ่านเยอะ ๆ มีคนพูดถึงเยอะ ๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จของพี่แล้ว
ครับ เพราะเราต้องการให้คนอ่านเยอะอยู่แล้ว
ถามถึงนามปากกาบ้างนะคะ ทราบว่าพี่เป็นชาวเกาะภูเก็ต แล้วทำไมใช้นามปากกา
สิเหร่ ล่ะคะ
อ๋อ คือสิเหร่นี่เป็นเกาะเล็ก ๆ ติดกับเกาะภูเก็ต แต่เดี๋ยวนี้มันไม่สวยแล้ว ตอนเด็ก
ๆ เราอยู่ที่นั่น ไม่ใช่สิวันเสาร์อาทิตย์เราจะไปอยู่ที่นั่น ญาติจะมีที่ดินอยู่ตรงริมทะเลเป็นสวนยาง
และฉากอันนี้จะอยู่ในนิยายเยาวชนเรื่อง "ทะเลลม" ตอนเด็ก ๆ เราเคยสร้างกระต๊อบอยู่บนเนินผาให้เป็นบ้านของพวกเรา
คือตอนนั้นพี่อ่านเรื่อง"โลกียชน" ของ จอห์น สไตน์เบ็ค แล้วเราก็อยากจะเป็นกลุ่มของแดนนี่เหมือนกัน
แดนนี่เค้าได้มรดกเป็นบ้าน เพื่อนฝูงมาอยู่กันเต็ม เราก็อยากสร้างกระต๊อบเป็นของทุกคน
ทุกคนต้องร่วมกันสร้างนะให้คุณลุงช่วยสร้างด้วย คุณลุงที่เป็นคนเฝ้าสวนน่ะ พอวันเสาร์อาทิตย์ก็ไปอยู่กันที่นั่น
ไปนั่งคุยกัน
เวลาว่าง ๆ พี่ชอบทำอะไรเพื่อคลายเครียดบ้างคะ
หรือว่าชอบไปท่องเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ
พี่ชอบทำสวน ดูพวกต้นไม้ รดน้ำ มันจะเป็นช่วงที่ใช้ความคิดดี เขียนรูปหรือไม่ก็ออกเรือไปเลยออกไปดำน้ำอะไรแบบนี้
ส่วนท่องเที่ยวพี่เป็นคนที่เที่ยวมาเยอะมาก เพราะเคยเป็นบก. หนังสือท่องเที่ยวมาก่อนมันต้องเดินทาง
คือพูดได้เลยว่า ถึงระดับอำเภอของทุก ๆ จังหวัดเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่ถึงตำบลหรอกนะ
ต่างประเทศก็เที่ยวมาเยอะพอสมควร พอถึงจุดนี้เราก็จะเที่ยวแต่ในสิ่งที่ตัวเองรักแล้ว
มันจะแคบลง หาจุดที่เงียบ ๆ ที่เป็นส่วนของเรา พอถึงระดับนี้มันค่อนข้างจะนิ่งลงเยอะ
ก็อยู่ที่นี่บ้าง แทบจะไม่ไปไหน จะคิดแต่เรื่องจะทำงาน คิดไปอย่างคนมีอายุขึ้น คิดช้าลง
แต่ว่าคิดให้มันละเอียดขึ้น ความคิดมันนิ่งลงเยอะ ต้องเข้าใจก่อนว่าตั้งแต่ทำงานมาพี่ไม่ใช่คนเที่ยว
หมายถึงเที่ยวในแบบคนหนุ่มเขาเที่ยวกันน่ะ เที่ยวแบบนั่งกินเหล้า เที่ยวอะไรอย่างนั้น
เพราะพี่ไม่กินเหล้า สมัยอยู่กรุงเทพฯ เที่ยวของพี่ก็คือไปต่างจังหวัด เที่ยวกรุงเทพฯก็คือเข้าโรงหนังเท่านั้นเอง
เป็นส่วนใหญ่
ที่ว่าไปเที่ยวทะเล ระบุไหมคะว่าชอบไปที่ไหนเป็นพิเศษ ไปที่ไหนบ่อย ๆ
คือตอนหลังพี่จะกลับภูเก็ต เพราะว่ามีบ้านอยู่ชายทะเล มันจะเงียบ จะไม่มีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่
หรือบางวัน น้องเขาก็เอาเรือออกไป หรือไม่ก็ไปเรือชาวประมงแถวนั้นที่รู้จักกัน ออกไปสัก
4-5 คืน มีความสุข แล้วก็กลับมา คือช่วงหลังนี้ไปทะเลไม่ได้เอามาเขียนแล้ว แต่ว่าเราไปเสพความงามกับความเงียบของทะเล
คล้าย ๆ กับว่าเราไปศึกษาจากทะเลบ้างในสิ่งที่เราไม่รู้จัก จากคนเรือ ผู้เฒ่า ชาวประมง
เพราะเรื่องทะเลนี่มันเรียนไม่จบ เรียนยังไงก็เรียนไม่จบ
ชีวิตน่าอิจฉาจังค่ะ
ไม่ใช่หรอก คล้าย ๆ กับว่าเราอยากได้เราก็ควรไปหามันให้ได้ไง ไม่ใช่อยากได้แล้วเราแค่ฝันไม่ทำมันก็ไม่ได้น่ะสิ
***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***
|