ชิด ชยากร เป็นนักเขียนมือรางวัลจากฝั่งทะเลอันดามัน
ความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนก่อตัวขึ้นภายในใจของ ชิด
ชยากรอย่างเงียบๆมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ชิดได้พบนิตยสารช่อการะเกด
มีข้อความสั้นๆว่ารับพิจารณาต้นฉบับ ชายหนุ่มผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียนอย่าง
ชิด ชยากร ก็ตัดสินใจส่งเรื่องไป เมื่อได้ลงตีพิมพ์นั้นก็นับได้ว่าย่างก้าวแรกของชิด
ชยากรได้ก้าวล่วงเข้าสู่ประตูวรรณกรรม
ผมเกิดที่อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เรียนจบมัธยมต้นที่โรงเรียนตะกั่วป่าเสนานุกูล
จบม.ปลายที่โรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร กรุงเทพฯ จบปริญญาตรีคณะนิเทศน์ศาตร์,
บริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์จาก มสธ. ปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ
ทุกวันนี้ทำงานในสถาบันการเงินแห่งหนึ่งเป็นงานหล่อเลี้ยงชีวิต
และทำงานเขียนเป็นงานหล่อเลี้ยงจิตใจ
คิดมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากเป็นจิตรกร และอยากเป็นนักเขียน
มันเป็นความรักที่ฝังอยู่ในใจตลอดมา แต่ความคิดเรื่องจิตรกรถูกพับฐานลง
เมื่อสอบเข้าคณะจิตกรรม ม.ศิลปากรไม่ได้(ทั้งที่จบม.ปลายสายวิทย์ฯ
ยังอุตส่าห์ไปสอบแข่งกับเขา) ความคิดอยากเป็นนักเขียนจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ตั้งปณิธานว่าสักวันหนึ่งจะต้องทำให้ได้
ปัจจุบัน ชิด ชยากร เป็นพนักงานธนาคารที่เอาจริงเอาจังกับการเขียนหนังสือ
เขาใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำมาทำงานเขียนที่ตนรักโดยมิได้เบียดบังเวลาจากงานประจำ
แต่กระนั้นเจ้าตัวก็บอกว่างานของตัวเองยังมีน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น
โดยในบทสัมภาษณ์จากนิตยสารคนรักหนังสือฉบับที่สอง (
พ.ค. 2548 ) ระบุไว้ว่าระหว่าง พ.ศ. 2536-2542 ชิดมีเรื่องสั้นแค่
6 เรื่องเท่านั้น จนกระทั่ง ขิดได้เข้าร่วมกลุ่มกับนักเขียนจากกลุ่มภูเก็ตที่เหมือนการเติมเชื้อไฟในตัวของชิดให้ลูกโชติช่วงขึ้นในถนนสายวรรณกรรม
ผมไม่เคยทำงานเขียนโดยใช้เวลาของงานประจำ ผมเขียนหนังสือตอนกลางคืน
หรือวันหยุดเท่านั้น ไม่มีผลกระทบกับงานประจำแน่นอน
อีกอย่างงานเขียนของผมมีน้อย ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย
ไม่มีผลต่อเรื่องเวลาที่เบียดเสียดกัน
ส่วนประเด็นที่ถามว่าทำไมช่วงแรกถึงเขียนน้อยนั้น
ความจริงข้อมูลในคนรักหนังสือคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย
จริงๆแล้วมีแค่ 4 เรื่องเท่านั้นเอง มี 3 เรื่องในช่อการะเกด
มี 1 เรื่องในโลกวรรณกรรม...สาเหตุแห่งความน้อยนิด
เนื่องมาจากผมไม่ทราบจริงๆว่า เขียนเสร็จแล้ว เราจะส่งไปที่ไหน
ส่งไปให้ใคร ผมไม่รู้จักใครสักคนที่พอจะแนะนำได้ อยู่มาวันหนึ่งได้ซื้อช่อการะเกดมาอ่าน
เห็นข้างในบอกว่า รับพิจารณาต้นฉบับเรื่องสั้น จึงได้ส่งเรื่องแรกที่เขียนไป
คือทายาทขนมต้ม...หลังจากนั้นก็ส่งต่อไปที่ช่อการะเกดอีก
ผมรู้แค่นี้จริงๆ...รู้จักเพียงชื่อสุชาติ สวัสดิ์ศรี
เพิ่งมารู้จักบารมีพี่สุชาติจริงๆ ก็ปี 2542 แล้ว
ต้นปี 2542 ผมมีโอกาสได้รับคำแนะนำให้รู้จักกับกลุ่มนักเขียนภูเก็ต
จึงทำให้ผมได้รู้ว่า โลกของการเขียนมีอีกกว้างไกลมาก
จากการที่ได้ร่วมวงพูดคุยกัน ผมจึงเห็นหนทางของการเป็นนักเขียนขึ้นมาบ้าง...ผมเริ่มจากจุดนี้
และจากการที่ได้ร่วมงานช่อการะเกดที่บุรีรัมย์เมื่อ
ก.พ.2542 สิ่งนี้คือชนวนอย่างดีที่ทำให้ผมหันมาเขียนหนังสือมากขึ้น
แต่อย่างไรถ้าเทียบกับคนอื่นก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี
ชิด ชยากรนักเขียนมือรางวัลแห่งฝั่งทะเลอันดามันบอกว่าเคล็ดลับในการเขียนหนังสือของเขาอยู่ที่แก่นเรื่อง
นำมาขยายแล้วก็สร้างความน่าสนใจน่าติดตามจากแก่นเรื่องนั้น
ผมเน้นแก่นเรื่องเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันผมจะนำแก่นเรื่องมาขยายเพื่อสร้างความน่าติดตามให้กับเนื้อหา
ฉะนั้นความน่าติดตามจะตามติดแก่นเรื่องอยู่ไม่ห่าง
สำหรับการเขียนเรื่องเพื่อส่งประกวดกับการเขียนเรื่องเอลงตีพิมพ์ในนิตยสารมีความต่างกันมาก
การเขียนประกวดนั้นผมหมายถึง การตีโจทย์ตีกติกาให้แตก,
เดาใจกรรมการให้ถูก มีเนื้อหาและกติกาเป็นหลัก เราต้องเจาะลึกไปในจุดมุ่งหมายของหัวข้อเรื่อง
แล้วสร้างแก่นเรื่องที่มีความสำคัญขึ้นมาให้ได้ ส่วนจะได้รางวัลหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนงานเขียนตามหน้าหนังสือทั่วไป ผมจะเขียนตามที่ใจอยากเขียน,
ตามเรื่องราวที่อยากจะถ่ายทอด ไม่ต้องยึดติดกับกฎเกณฑ์และกติกามากนัก
ชิด ชยากรบอกว่าเขาไม่ได้ถือใครเป็นนักเขียนต้นแบบแต่ก็นับถือ
ผู้มาก่อน และ ผู้แนะนำ อยู่เนืองๆ อย่างเช่นพี่สุชาติ
สวัสดิ์ศรี พี่จีรภัทร อังศุมาลี พี่วันเสาร์ เชิงศรี
และกนกพงศ์ สงสมพันธ์ ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ
ชิดถือว่าเป็นหนี้บุญคุณผู้มาก่อนหลายท่าน ชดใช้หนี้ชาตินี้เห็นทีจะไม่หมด
และในฐานะนักเขียนมือรางวัลชิดบอกว่า รางวัลไม่มีความจำเป็นต่อนักเขียนหากแต่เพียงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของนักเขียนเท่านั้น
ผมว่าไม่จำเป็น นักเขียนมีชื่อหลายคนไม่เคยได้รับรางวัลอะไรเลย
แต่งานเขียนของเขากลับอยู่ในใจผู้อ่าน การจะไขว่คว้ารางวัลนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่า
ถ้าไม่คิดอยากได้ก็ไม่จำเป็นต้องส่งงานเข้าประกวด แต่ถ้าคิดว่ารางวัลมีความสำคัญกับจิตใจของตัวเอง
ก็ควรที่จะพยายามต้องไขว่คว้ามา เพียงแต่อย่ายึดติดกับเรื่องเหล่านี้มากนัก
รางวัลจะทำให้ เกร็ง ทำให้ กร่าง ได้
จริงๆผมไม่ใช่นักล่ารางวัล แต่เป็นเพราะผมเขียนหนังสือน้อย
ก็เลยคิดว่า ไหนๆก็เขียนน้อยแล้ว เอาให้มันมีคุณภาพ
ให้ได้รางวัลไปเลยดีกว่า...นี่เป็นจุดหนึ่งที่ผมถูกเรียกว่า
มือรางวัล
ชิด ชยากร เป็นหนึ่งในนักเขียนกลุ่มภูเก็ตชิดบอกวาเป้าหมายของกลุ่มภูเก็ตคือ
เสวนาวรรณกรรมโดยไร้แอลกอฮอล์, สร้างสายสัมพันธ์กับนักเขียนทุกกลุ่มทั่วประเทศ
ชิดเชื่อว่าการร่วมกลุ่มกันของคนวรรณกรรมเป็นสิ่งดี
ถ้าเป็นการรวมกันเพื่อสร้างสรรค์งาน และแลกเปลี่ยนความคิด
ชิดบอกว่าตัวเขาเองหากไม่ได้มีการรวมตัวกับเพื่อนพ้อง
หลังจากจบช่อการะเกดแล้ว คงไม่มีงานเขียนออกมาแน่
การรวมกลุ่มกันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเป็นการรวมกันเพื่อสร้างสรรค์งาน
และแลกเปลี่ยนความคิด กับกลุ่มภูเก็ตระยะแรกนัดพบกันทุกสัปดาห์
ระยะหลังต่างคนต่างมีภาระเพิ่มขึ้น ผมกับพลัง เพียงพิรุฬห์
ย้ายไปทำงานที่จังหวัดพังงา ช่วงการพบปะห่างเหินไปบ้าง
แต่ความสัมพันธ์ยังคงมั่นคงพวกเราร่วมงานกันโดยไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ต่างคนต่างสนับสนุนงานของกันและกัน วิจารณ์ติติงงานของแต่ละคนโดยสุจริตใจ
ปัจจุบันชิดกำลังขะมักเขม้นทุ่มเทกับการเขียนบทกวี
และนิยายอีกชุดหนึ่ง ชิดเชื่อว่า หากมีการจัดการดีๆนักเขียนก็น่าจะหลุดพ้นจากคำสร้อยต่ท้ายว่าไส้แห้งได้
ผมชอบเรื่องสั้นหักมุม ยากคาดเดา และหลอกให้คนอ่านไขว้เขว
และเรื่องรักโรแมนติก เรื่องสั้นสอบสวนแนวรหัสคดี ยังไม่เคยเขียนแต่อยากจะลองเหมือนกัน
ผมยกย่องนักเขียนแนวนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะคิดเขียนนิยายแนวนี้สักเรื่อง
ข้อมูลต้องแน่นต้องรอบรู้ละเอียด
สำหรับในรอบ 3-5 ปีที่ผ่านมากับผลงานของตัวเองผมพอใจมาก
ผมทำงานเขียนน้อย แต่ผลตอบแทนทางด้านจิตใจมากมายเหลือเกิน
ผมมีงานเป็นของตัวเอง 2 เล่มคือ วรรณกรรมเยาวชนเรื่องทายาทขนมต้ม
และรวมเรื่องสั้นชุด เหนือคมพยัคฆ์ ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้
ส่วนในปัจจุบันนี้กำลังฝึกเขียนกวีอยู่ชุดหนึ่ง นิยายชีวิตอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่รู้ไหวหรือไม่ยังไม่ค่อยแน่ใจตัวเองนัก
ในอนาคตก็คงเขียนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าใครจะบอกว่า นักเขียนไส้แห้งอย่างไร
ผมยังไม่เชื่อสนิทใจ ผมคิดว่าถ้ามีการวางแผนงานเขียนดีๆ
เขียนงานให้ถูกแนวตลาด ผมเชื่อว่านักเขียนคนนั้นย่อมอยู่ได้
ข้อสำคัญต้องทำตัวเองให้สมถะด้วย อย่าฟุ้งเฟ้อไปกับสิ่งรอบข้าง
สำหรับผม...งานประจำอาจจะมีจุดจบก่อนสิ้นวัยเกษียณ
แต่งานเขียนกว่าจะจบคงเป็นวันสิ้นอายุขัย
สำหรับคนที่มีความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนอย่างชิด
ชยากร มือล่ารางวัลแห่งชายฝ่งทะเลอันดามันมีคาถาเด็ดมาฝากทิ้งท้ายกันด้วย
อย่าปล่อยให้กระดาษว่าง อย่าปล่อยวางให้ปากกาเหงา
วงการนักเขียนมีที่ว่างให้คนลงมือเขียนอยู่เสมอ
***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***
|