Welcome to Thaiwriter.org
เว็บไซต์ "ชุมนุมนักเขียนไทย" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวงการวรรณกรรมไทย
THAIWRITER.ORG The Writers' Community of Thailand

นาม: เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม


ปลัดอำเภอพระประแดง และยังทำงานนักเขียนควบคู่ไปด้วย ลองมาดูมุมมองของการทำงานท่านว่าเป็นอย่างไร

ทำงาน 2 อย่าง ทั้งรับราชการและเป็นนักเขียน อยากทราบมีความต่างกันอย่างไรบ้าง

ความแตกต่างของงานทั้ง 2 อย่างอยู่ที่ความเป็นศิลปิน จากที่ผมได้สัมผัสกับเพื่อนนักเขียนส่วนใหญ่จะผูกพันกับเรื่องความงดงามและความละเอียดอ่อนของอารมณ์ การใช้ชีวิตของนักเขียนค่อนข้างจะอิสระไม่ ผูกพันกับกรอบวินัยและการใช้ชีวิต ซึ่งจะต่างกับระบบราชการที่จะสอนให้เราต้องทำงานตามนโยบายของ รัฐบาลและอยู่ในกฏเกณฑ์ระเบียบวินัย ดังนั้นความเป็นศิลปะและความอ่อนโยนไร้ระเบียบจะลดลง อย่างผมจะเขียนบทนำของเรื่อง เฮฮา…นักเรียนนายอำเภอ ต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เราคิดออกไปสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือเปล่า ถ้าไม่สอดคล้องก็ต้องทำให้มันอ่อนลง และนุ่มนวลขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าถามว่าชอบงานไหนมากกว่า ผมสามารถทำได้ทั้ง 2 งาน คืองานเขียนเป็นงานที่โดดเดี่ยวเป็นงานที่ต้องอยู่กับตัวเอง สังเกตได้ว่าคนที่เขียนหนังสือจะเป็นคนที่ครุ่นคิด เป็นคนที่แสวงหาอะไรอยู่เรื่อย ๆ เกือบตลอดชีวิต บางทีก็แสวงหาไม่ได้เลย กลายเป็นความว้าเหว่จนอันตรายกับตัวเอง สังเกตจากนักเขียนดัง ๆ มักจะจบชีวิตตัวเองอย่างหดหู่ แต่งานราชการบางครั้งทำให้รู้สึกว่าตีผมให้อยู่ในกรอบ คิดอะไรที่นอกกรอบไม่ได้

การทำงานทั้ง 2 อย่าง เอื้อประโยชน์ต่อกันไหม

เอื้อประโยชน์ต่อกันนะ สังเกตงานผมเกือบทุกเล่มจะเกี่ยวกับงานปกครองทุกเล่ม แล้วนักเขียนท่านอื่นก็หาวัตถุดิบอย่างผมได้ยาก การทำงานราชการทำให้เป็นคนที่มีวินัยในการเขียน เรื่องอะไรต้องจบไม่จบไม่ได้ อย่างน้อยปีละเล่ม จะเขียนต่อเมื่ออยากเขียน พล๊อตพร้อม วัตถุดิบพร้อมและงานราชการไม่มากจนเกินไป ไม่ยึดว่าจะต้องได้รางวัล ไม่ได้ตั้งเป้าหมาย สู้อยากเขียนอะไรก็เขียนจะมีความสุขมากกว่า ผมคิดว่างานราชการใครอาจจะมองว่าไม่ดี แต่ผมว่าทำประโยชน์ให้สังคมได้เยอะ ไม่ว่าปัญหายาเสพติด ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหาความยากจน ฯลฯ ทำแล้วมีความสุข เป็นความสุขที่เป็นรูปธรรม เหมือนงานเขียนเมื่อเขียนจบก็มีความสุขแต่มันจะอยู่กับความคิด แต่งานของฝ่ายปกครองนี่ไม่ใช่มันปะทะเลย ได้เคยแก้ปัญหาขยะ เขียนไว้เป็นนวนิยายยังไม่ได้รวมเล่มเรื่องบ้านสองชั้นเคยลงในนิตยสารผู้นำท้องถิ่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับขยะล้นเมืองได้ภาพสิ่งแวดล้อมทั้งหมด งานที่เอื้อที่สุดคืองานฝ่ายปกครอง แต่พวกนักเขียนจะมองว่าผมโดนระบบราชการกำหนดความคิด

แรงจูงใจที่ทำให้เริ่มงานเขียน

ผมเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่สมัยอยู่ม.รามคำแหง ก็เกิดจากเพื่อนฝูงอย่าง ปรีดา ข้าวบ่อ ,ศิลา โคมฉาย ,วัฒน์ วรรลยางกูร,เรืองรอง รุ่งรัศมี สมัยนั้นกลุ่มเหล่านี้จะมีความคิด แบบมาร์กซิสม์ แบบเหมา ความคิดของทฤษฎีแนวนี้จะมองโลกเป็นสีดำ มองสังคมแบบติดลบ มองอะไรก็ผิดหวังไปหมดกับสังคม พอจบมหาวิทยาลัยก็กลับไปอยู่บ้าน ไปเขียนนวนิยาย "ห้วยบง"

ทำไมถึงเข้ามารับราชการ ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นมีความคิดไม่เห็นด้วยกับระบบราชการ

ความที่เป็นคนบ้านนอก และสมัยก่อนฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน บังเอิญว่าเป็นนักเรียนทุนมี ส.ส. ชื่อคุณอุดร ตันติสุนทรให้ความเมตตา ให้ทุนการศึกษา แต่ก็อุตส่าห์ส่งให้ได้มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก ครอบครัวก็จะหวังมากว่าเราจะต้องได้เป็นอำเภอในอนาคต และก็ได้ไปเป็นเลขาของคุณอุดรและโชคดีตอนที่จบใหม่ ๆ เป็นช่วงที่เปิดสอบปลัดอำเภอพอดี แล้วก็สอบได้ก็เข้าบรรจุเลยก็ได้อยู่ในวิถีราชการมาตลอด สมัยเป็นหนุ่มตอนที่ราชการในช่วงแรกๆ จะรู้สึกอึดอัดมากช่วงนั้นกดดันจนกระทั่งต้องหาทางออก ก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะต่อว่าระบบราชการให้ได้อย่างสะใจ โดยที่ผู้บังคับบัญชาตำหนิเราไม่ได้ จึงเขียนนิยายเรื่อง "สิ้นคน" ลงในหนังสือสยามรัฐ โดยสร้างตัวละครใช้สัตว์แทนมนุษย์ เพื่อใช้เป็นตัวกลางสำหรับสื่อความคิดของตัวเอง ตอนนี้กำลังคิดจะรวมเล่มอยู่ แต่พออายุมากขึ้นรู้สึกว่างานราชการไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงลงมาแม้จะคิดอยู่ในระบบราชการ แต่เป็นงานเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม แม้มุมมองจะไม่เหมือนกับฝ่ายซ้าย อย่างพวกผมเป็นนักเขียนรุ่นหลัง 6 ตุลาคม จะมีความคิดแบบหัวซ้าย แต่ตอนหลังก็เข้าใจมากขึ้น ดังนั้นความรู้สึกต่องานราชการในตอนนี้ของผมคิดว่าไม่ถึงกับเป็นงานที่ถูกบีบอยู่ในกรอบ

นักเขียนที่ชื่นชอบ

มีหลายท่านซึ่งเป็นนักเขียนรุ่นเก่า อย่าง ป.อินทรปาลิต,พนมเทียน,เรียมเอง,แม่อนงค์ ถามว่ามีอิทธิพลต่องานเขียน ก็แล้วแต่ช่วงที่เขียนว่าเป็นเรื่องแนวไหน อาจจะดูเพียงรูปแบบมันจะคละๆ กันไป ก็จะเหมือนนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ทั่วไป แต่จะยึดนักเขียนคนไหนเป็นต้นแบบเลยไม่มี

ช่วยเล่าความเป็นมา เรื่อง "เฮฮา…นักเรียนนายอำเภอ" ที่ตีพิมพ์ลงหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์
คือผมเคยเขียนเรื่องปลัดหนุ่ม และมีความคิดอยู่ในใจนานแล้วว่าเล่มต่อไปจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ นายอำเภอ ก็ตั้งใจไว้นานแล้วเพียงแต่ยังหามุมที่จะเขียนไม่ได้ พอดีสอบเข้าอบรมนักบริหารระดับกลาง หลักสูตรโรงเรียนนายอำเภอได้ เลยคิดว่าอยากจะนำประสบการณ์ตอนช่วงเข้ารับการอบรมมาถ่ายทอด บังเอิญเจอกับ บ.ก.เนชั่น ก็ปรารภกับเขาว่าอยากจะเขียนเรื่องนักเรียนอำเภอ

ถึงฤดูกาลซีไรท์แล้ว เห็นด้วยไหมกับการจัดเวทีประกวด

เห็นด้วยเพราะอย่างน้อยก็มีหนังสือดี ๆ ให้สังคมได้รับรู้ แต่เรื่องของการวิจารณ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วแต่มุมมองหนังสือดีไม่ดี อย่างน้อยเป็นหนังสือที่ได้กรองมาระดับนึง แล้วที่ลองไปอ่านดูก็ใช้ได้ทุกเล่มเพียงแต่จะชอบมากชอบน้อย ถึงจะไม่ใช่มาตรฐาน แต่เป็นเรื่องของความชอบมากกว่า ความเป็นมาตรฐานของหนังสืออยู่ที่ว่าอายุของหนังสือว่าหนังสือเล่มไหนจะอยู่นานเท่าใด 10-20ปี ยังมีคนพูดถึงอยู่ เด็กรุ่นใหม่ยังนำมาอ่านอยู่ แต่ไม่ใช่ว่ากรรมการไม่มีมาตรฐาน เพราะในแต่ละช่วงของการตัดสินก็มีสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวกำหนด


***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***

bb
Copyright 2004 THAIWRITER.ORG All rights reserved
contact us: webmaster@thaiwriter.org