Welcome to Thaiwriter.org
เว็บไซต์ "ชุมนุมนักเขียนไทย" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวงการวรรณกรรมไทย
THAIWRITER.ORG The Writers' Community of Thailand

นาม: ชัยกร หาญไฟฟ้า


ชัยกร หาญไฟฟ้า...เขียนด้วยใจและรับผิดชอบกับงานเหมือนลูก

ในงานประกาศรางวัล นายอินทร์อวอร์คประจำปี 2549 ที่ผ่านมา นอกจากจะได้นั่งจับเข้าคุยกับ สาคร พูลสุข นักเขียนรางวัลนายอินทร์อวอร์ดคนล่าสุดแล้วในงานเราได้เจอ ชัยกร หาญไฟฟ้า นักเขียนใหม่อีกคนที่กำลังมาแรงแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่โดยเฉพาะในรอบปีที่ผ่านมา และในงานประกาศผลรางวัลนายอินทร์อวอร์ด ผลงานของ ชัยกร หาญไฟฟ้า เข้าเป้าถึงสามชิ้นงาน ทั้ง ครอบครัวติดมันภาค2,บุตรฆาต(ประเภทเรื่องสั้น),ใต้เท้า(นวนิยาย) นั้นทำให้เรายิ่งต้องทำความรู้จักกับเขาเสียตั้งเนิ่นๆ

ชัยกร หาญไฟฟ้า เป็นวิศวกรที่หลงใหลในกลิ่นน้ำหมึก หากความรักวัดระดับกันได้งานเขียนก็คงเป็นสิ่งที่รักอันดับรองๆจากครอบครัวของชัยกร หาญไฟฟ้า

“เป็นวิศวกรครับ จบวิศวกรรมศาสตร์จากเชียงใหม่ ผ่านงานโครงการสนามบินดอนเมือง ทางด่วนขั้นที่สอง รถไฟฟ้าใต้ดิน สนามบินสุวรรณภูมิ และโครงการอาคารหลายแห่ง ก่อนที่จะเขียนหนังสือก็เป็นคนอ่านหนังสือและเป็นคนชอบหนังสือ ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆในเมืองใหญ่ไม่โลดโผน เรียนจบก็ทำงาน แต่งงาน มีทายาท แล้วก็เตรียมแก่ครับ”

- เริ่มจับปากกา

ในงานหลายๆโครงการที่ผ่านมา ผมสนุกกับงานเอกสารประเภทจดหมายโต้ตอบและบริหารสัญญา ชอบที่จะได้ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความคิด ไม่รู้ระแคะระคายมาก่อนว่าจะเขียนอะไรยาวๆได้อย่างวันนี้ ผมแต่งงานช้า ก็เลยมีลูกค่อนข้างช้า พอภรรยาตั้งท้องลูกคนแรกก็เลยตั้งความหวังกับตำแหน่งพ่อสูงมากๆ ประคบประหงมภรรยาเต็มที่ เฝ้ารอที่จะได้อุ้มลูกคนแรกในชีวิต พอปลายปี 2543 ลูกปอห์นคลอดออกมาได้ไม่กี่นาทีเขาก็จากผมและภรรยาไป ความสูญเสียมันรุนแรงเหลือเกินเพราะเราจริงจังกับการรอคอยมาก ตอนที่รับรู้ว่าลูกไปแล้ว แม่เขายังเมายาที่บล็อกหลังอยู่ เหลือผมคนเดียวในโลกที่ได้กอดได้หอมและเจ็บปวดอยู่คนเดียว สิ่งที่อยู่ข้างในมันอัดอั้นตันใจจนผมอยากจะระบายความรู้สึกออกมาเป็นบันทึกจากพ่อถึงลูก ก็เลยลงมือเขียนคืนนั้นเลย เขียนไปร้องไห้ไป ไม่รู้ตัวว่าเขียนเอาไว้ยาวมาก เวลาผ่านไปไม่นาน เราก็พอจะตั้งสติได้บ้าง ผมเลยส่งบันทึกเล่มนั้นพร้อมกับให้ข้อมูลเชิงอรรถเกี่ยวกับสิ่งผิดปกติที่ทำให้ลูกเสียชีวิตไปลงนิตยสารบันทึกคุณแม่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่จะเป็นพ่อเป็นแม่จะได้เฝ้าระวังในช่วงตั้งครรภ์และรู้จักดูแลจิตใจกันหากต้องพบกับความสูญเสีย ก็ปล่อยตัวเองกับงานที่ทำอยู่พักใหญ่จนมีปู๊นปู๊นลูกคนที่สองที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ก็หันกลับมาเขียนอะไรน่ารักน่ารักให้เขาบ้าง เขียนไปเขียนมาชักเลยเถิดเหมือนต่อมเขียนแตก เลยลองเขียนบทความวิพากษ์คอนเสิร์ตส่งไปลงเซ็คชั่นจุดประกายของกรุงเทพธุรกิจ ทีนี้ชักมันมือเลยลองโพสต์เรื่องสั้นลงเว็บประพันธ์สาส์นกับเว็บนิตยสารบางกอกแล้วก็ลามไปถึงถนนนักเขียนในพันทิพ จนวันหนึ่งไปเจอประกาศเชิญส่งต้นฉบับประกวดชิงรางวัลบุญธรรม – บุญพริ้ง ต.สุวรรณของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชก็คิดกำเริบเขียนวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “วิ่งสู่ฝัน” เข้าประกวด ปรากฏว่าได้รางวัลชมเชย ไม่มีชนะเลิศ ไม่มีรองชนะเลิศ ผมว่ามันเหมือนหลุมพรางนะ มันทำให้อยากส่งประกวดอีก ทีนี้ก็เลยลองหมด รางวัลแว่นแก้ว รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด พานแว่นฟ้าก็เอา ถึงแม้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ยังมีกำลังใจที่จะเขียน ยิ่งไม่ชนะไม่เข้ารอบก็ยิ่งรู้สึกว่าท้าทาย เหมือนกับว่าเขียนแล้วสนุก หยุดไม่ได้ก็เลยไม่หยุดตั้งแต่นั้นมาครับ สงสัยว่าลูกปอห์นคงอยากให้เราเขียน

- (นามปากกา)คนรักลูก=ชัยกร หาญไฟฟ้า

ประการแรก เพราะผมเป็นคนรักลูก ประการที่สอง เพราะลูกๆทำให้ผมรู้จักความรักที่ไม่ต้องการขอบเขตและเข้าใจนิยามของคำว่าคนรักลูก และประการที่สาม นามปากกาคนรักลูกถือว่าเป็นอนุสรณ์ในการจากไปของลูกปอห์น ลูกคนแรกที่ทำให้ผมรู้ตัวว่าเขียนงานได้ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่แต่ก็น้อยลงครับ

- ผลงานที่ผ่านมา

เล่มแรกเป็น “วิ่งสู่ฝัน” ซึ่งเป็นวรรณกรรมเยาวชน เล่มที่สองเป็นรวมเรื่องสั้นของคนรักลูก ท้ายเล่มมีบันทึกของผู้พ่ายแพ้ที่ผมเขียนให้ลูกปอห์นในวันที่สูญเสียเธอ ตั้งใจจะทำหนังสือเล่มนี้ให้เป็นอนุสรณ์สำหรับลูกปอห์น พอดีเป็นจังหวะที่เขาเปิดรับซีไรต์และเซเว่นบุ๊กส์อวอร์ด ผมก็เลยกะว่าจะส่งเข้าประกวดทั้งสองงาน แรกๆก็เสนอต้นฉบับไปหลายสำนักพิมพ์ ไม่มีใครตอบรับ ผมเลยควักกระเป๋าพิมพ์เอง 300 เล่ม พิมพ์เสร็จมีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งตอบรับว่าจะต่อยอดให้ ผมฝันหวานได้ไม่กี่เดือนเขาก็ปฏิเสธดื้อๆว่าไม่พิมพ์ ก็ไม่เป็นไรครับพิมพ์เองแล้วนี่ เลยขายให้เพื่อนบ้าง แจกญาติบ้าง ไม่ยอมวางแผง ผลออกมาซีไรต์ไม่เข้ารอบ แต่เซเว่นบุ๊กส์ได้รับการแนะนำจากกรรมการว่าเป็นหนังสือน่าอ่าน แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ ลูกปอห์นคงดีใจ เล่มที่สามเป็นวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “จอมขโมยลาซานญ่า” เรื่องนี้ส่งต้นฉบับเข้าประกวดนายอินทร์อะวอร์ดไม่เข้ารอบ เลยสงสัยว่างานของเรามันไปไม่ไหวจริงๆหรือเปล่า ก็เลยลองส่งไปหาสำนักพิมพ์ชบาฟอร์คิดส์ เขารับพิมพ์ให้ หนังสือคลอดออกมาเมื่อต้นปี 2549 เล่มที่สี่เป็นหนังสือทำมือประเภทรวมเรื่องสั้นชื่อ “หนังสือเล่มแรกของนัทธ์ชนัน”เล่มนี้เข้าตากรรมการรางวัล Indy Book Award ปี 2005 ผมเขียนชงเอาไว้ให้เป็นสมบัติของปู๊นปู๊น ใช้คอนเส็ปต์ว่า “ดิฉันเป็นเจ้าของหนังสือที่ดิฉันยังไม่ได้เขียนเองทั้งๆที่มันเป็นหนังสือของดิฉัน” คือเราเปิดปลายเอาไว้ให้ลูกไปเขียนต่อถ้าอยากเขียน หรือจะไม่เขียนก็แล้วแต่เพราะสิทธิขาดอยู่ที่เขา ทำขึ้นมาหกเล่ม ส่งประกวดสี่เล่ม เหลือต้นฉบับสองเล่ม ไม่มีการวางขายอีก พอดีไปอ่านเจอว่าเดี๋ยวนี้มีการพิมพ์จำนวนน้อยๆก็ได้ ที่เรียกว่า Print on demand เลยเห็นทางสว่าง ไม่มีใครพิมพ์ให้พิมพ์เองก็ได้วุ้ย ผมเลยคัดสรรเรื่องสั้นที่โพสต์ในเว็บไซต์ เรื่องที่ส่งประกวดแล้วเข้ารอบ และเรื่องที่กรรมการไม่ชอบ มารวมเล่มอีกเล่มหนึ่ง ชื่อยาวมากครับ ย่อแล้วเหลือแค่ “อัตวินิบาตกรรมฯ” พิมพ์ออกมาปกละสี่สิบเล่มส่งเข้าประกวดเซเว่นบุ๊กส์อวอร์ด และพ่วงนวนิยายขนาดสั้นที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหญิงที่จิตใจบอบช้ำจากเหตุการณ์สึนามิเรื่อง “คลื่น” อีกเล่มหนึ่ง สรุปแล้วมีหนังสือวางแผงแค่ 2 เล่ม พิมพ์เอง 4 เล่มไม่มีวางขายครับ ล่าสุดมีเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ร่วมกับท่านอื่นก็คือ “บุตรฆาต” และ “ครอบครัวติดมัน” อยู่ในรวมเรื่องสั้นที่ชนะการประกวดและเข้ารอบนายอินทร์อะวอร์ดครั้งล่าสุดปี 2549 มีเรื่องสั้น “อัตวินิบาตกรรม” “เด็กเช็ดกระจก” และ “เหรียญบาท” อยุ่ในรวม 50 เรื่องสั้นขนาดสั้นดีเด่นของสกุลไทย เล่มนี้รู้สึกว่าจะยังไม่มีวางจำหน่ายครับ ต้องช่วยกันโหวตให้สำนักพิมพ์เพื่อนดีพิมพ์ขาย มีผลงานดีๆของนักเขียนหลายคนที่น่าศึกษาครับ ที่ยังไม่วางแผงก็มีเรื่องสั้น “ผู้พิทักษ์” รวมอยู่ใน “เพราะมีแม่ในวันนั้น จึงมีฉันในวันนี้” ของบ้านหนังสือโกสินทร์ ที่กำลังจะออกเป็นนวนิยายที่สำนักพิมพ์เพื่อนดีตีพิมพ์ให้มูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯ ก็คือ “คนเล่นไฟ” และน่าจะได้เห็นเร็วๆนี้คือ “อนธการ” ที่จะได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ที่ยังเป็นความหวังอยากให้ตีพิมพ์มากก็มี “ใต้เท้า” ที่เข้ารอบสุดท้ายนายอินทร์อะวอร์ดครั้งล่าสุดครับ

- ปัจจุบัน

มีวรรณกรรมเยาวชนเขียนค้างเอาไว้สองเรื่อง สารคดีหนึ่งเรื่อง เรื่องสั้นสองเรื่อง ต้องจบภายในเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นขอนั่งถอนหายใจคุยกับตัวเองสักพักครับ

- ทำงานประจำ VS การเขียนหนังสือ

เฮ้อ พูดแล้วเหนื่อยครับ จันทร์ถึงศุกร์ ผมตื่นหกโมงเช้า เจ็ดโมงออกบ้านไปทำงาน เลิกงานหกโมงเย็น ถึงบ้านทำธุระให้เสร็จและต้องเล่นกับลูกจนถึงประมาณสองทุ่ม จากนั้นต้องส่งลูกเข้าภวังค์นิทราให้เร็วที่สุดครับ ก่อนหน้านี้ทำงานวันเสาร์อีกครึ่งวันด้วย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำแล้ว คืนวันศุกร์กับคืนวันเสาร์นี่เป็น Happy Hours วันไหนเพลียมากเผลอหลับไปแล้วไม่ยอมตื่นก็ถือว่าขาดทุน เลยต้องทำงานแบบกึ่งๆวันเวย์ ลุยไปดุ่ยๆให้จบ แล้วมาปรับแก้และเกลาอีกไม่เกินสองรอบ ทำงานแบบนี้ไม่ดีเลยครับ บรรณาธิการได้ยินคงโกรธ

- อินเตอร์เนตVSงานเขียน

ในความเห็นผมนะครับ ข้อเสียน้อยถ้าความตั้งใจชัดเจน ข้อดีคือ เขียนเสร็จอยากโพสต์ ก็โพสต์เลยได้ทันทีไม่ต้องรอบรรณาธิการมาพิจารณา ข้อเสียคือทำให้เราเห็นว่าการลวกเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเสียหาย แต่สิ่งที่อบอุ่นที่สุดก็คือความเห็นที่แบ่งปันให้กันในเชิงสร้างสรรค์ ทำให้เราเห็นว่าคนคิดเหมือนกันรักงานเขียนรักการอ่านเหมือนกันก็เป็นเพื่อนกันได้ ยิ่งถ้ารวมเป็นเครือข่ายกันได้ก็ยิ่งเป็นผลดีในระยะยาว เดี๋ยวนี้ผมเขียนน้อยลง เลยต้องไม่เหลือสต็อกให้โพสต์ในอินเตอร์เนต แต่ก็ยังมีความรู้สึกดีๆกับความร่วมมือแบบสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลาครับ ที่ไม่สบายใจเลยก็ประเภทเอางานอ่านฟรีไปย้อมเป็นงานตัวเอง ทำอย่างนั้นไม่ได้อะไรเลยจริงๆนะครับเหมือนดูถูกตัวเองเลย

- อินเตอร์เนตVSนิตยสารVSงานประกวด

ในแง่วิธีการมันต่าง แต่ในแง่เป้าหมายผมว่าเหมือนกันครับ คือเพื่อให้ผลงานเข้าสู่สายตาและสมองของผู้อ่าน เสียงสะท้อนที่มีต่อผลงานของเราต่างหากที่มีความหมายที่สุด โพสต์ลงอินเตอร์เนตมีโอกาสจะได้รับเสียงสะท้อนโดยตรง อาจเป็นก้อนหินหรือดอกไม้ก็แล้วแต่ ส่งนิตยสารหาเสียงสะท้อนฟังยาก ส่งประกวดนี่ชัดเจน กรรมการอ่านแล้วเข้าตาก็เข้ารอบ และถ้าเข้าตาอีกชั้นก็อาจจะไปถึงขั้นหยิบรางวัล แต่ถ้าไม่เข้ารอบหรือไม่ชนะเราจะรู้ว่าอย่างน้อยงานของเราต้องมีแง่มุมที่ไม่เข้าตากรรมการซึ่งก็ถือว่าเป็นผู้อ่านที่มีคุณวุฒิ ในแง่นี้เราถึงต้องมีการปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ขอวิงวอนว่าอย่ามองผมเป็นนักล่ารางวัลอะไรทำนองนั้นเลยนะครับ ผมก็นักแสวงหาโอกาสเหมือนคนอื่นๆ วัตถุประสงค์ของผมชัดเจน อย่างที่บอกไว้ เพราะผมเขียนงานน้อยไม่มีสต็อกไว้โพสต์ลงอินเตอร์เนต ผมไม่ส่งนิตยสารหรือสำนักพิมพ์เพราะไม่อยากรอคอยการพิจารณาที่กรอบเวลาไม่ชัดเจน ผมส่งประกวดเพราะอยากฟังเสียงสะท้อนจากผู้อ่านที่เป็นกรรมการอย่างน้อยก็หนึ่งคนล่ะ ถ้าตกรอบ ผมถือเป็นบทเรียน ถ้าเข้ารอบ ผมถือว่ามาถูกทาง ต้องเสริมและปรับปรุงตัวให้งานมีพัฒนาการ และถ้าเข้าตากรรมการในรอบสุดท้าย นั่นเป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้มีคนอ่านมากกว่าหนึ่งคนหรือหนึ่งชุดกรรมการ ผมชอบสโลแกนของนายอินทร์อะวอร์ดมากๆเลยครับ เขาบอกว่า มากกว่ารางวัลคือโอกาส

- อนาคตVSเส้นทางสายนักเขียน

ไม่กล้าวางครับ เคยคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะทำตามใจตนเองโดยการเขียนหนังสือเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อมองในแง่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว วิเคราะห์ยังไงก็ไม่คุ้ม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราอยากจะเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่าเงินมีส่วนช่วยได้เยอะ ถือเป็นไฟต์บังคับที่เต็มใจ ดังนั้น ตั้งใจจะเขียนให้มากที่สุดเท่าที่โอกาสอำนวย ไปได้ไกลเท่าไหร่ก็เท่านั้น

- วันที่เริ่มเขียนVSวันที่วางปากกา

หลายคนคงตอบว่าเพื่อสนองความต้องการของตนเอง แต่สำหรับผมมองมุมต่างครับ ว่ากันตามทฤษฎีความต้องการของแมสโลว์ก็ คือ เราไม่ได้เขียนเพื่อเลี้ยงชีวิต ไม่ได้เขียนเป็นอาชีพเพื่อความมั่นคง ไม่ได้เขียนตามความชอบและโปรดปรานของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เขียนเพื่อชื่อเสียงหรือการยกย่อง แต่เป็นความต้องการการยอมรับจากผู้อ่านที่เขาเรียกว่า Self Actuation เรื่องที่จะวางปากกาเหรอครับ ตอนนี้ยังไม่อยู่ในความคิด ขอเวลาแสวงหาจุดยืนของตัวเองอีกสักพักคงจะมองออกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

- นักเขียนVSความสัมพันธ์ส่วนตัว

ผมอาจจะไม่ชัดเจนในแง่ของคอนเนคชั่นที่พูดถึง แต่ถ้าหมายถึงเครือข่าย ผมให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อนวรรณกรรมมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นบรรณาธิการ คนอ่าน คนเขียนงานด้วยกัน นักแปล สำนักพิมพ์ ให้ได้ยกมือไหว้ทำความเคารพกันอย่างคนนับถือกัน ให้ได้ทักทายกันเรียกพี่เรียกน้องก็อุ่นใจแล้วครับ อย่างไรก็แล้วแต่ ท้ายที่สุดเนื้องานย่อมเหนือกว่าทุกคอนเนคชั่น ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

- ผลงานที่ผ่านมาVSความพอใจ

เราตั้งใจเขียนทุกงาน ก็ต้องถือว่า ณ ห้วงเวลาที่ปิดเรื่องนั้นพอใจแล้ว ไม่กล้าเขี่ยๆงานเพื่อให้พ้นตัวหรือเพื่อแค่ให้ทันเวลาส่งงานเพราะมันจะกลายเป็นว่าเราไม่เคารพผู้อ่าน ยกเว้นเราเก็บเอาไว้อ่านเอง แต่ผมไม่เคยหยุดเฝ้าสังเกตพัฒนาการของงานตัวเอง ดังนั้น ความพอใจอาจจะมีปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ตามมุมมองใหม่ๆ และตามสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ครับ มีผู้ใหญ่ที่ผมเคารพรักเตือนว่า เราขายไอเดียออกแล้ว เหลือแต่ไอคิว ท่านอยากให้ผมลงลึกกว่านี้ เพิ่มความละเอียดกับงาน พิถีพิถันให้มากขึ้น เราได้ยินแล้วก็คิดหนัก เพิ่งจะรู้ตัวว่าที่ผ่านมา เราใช้ศาสตร์นำศิลป์จริงๆ ก็ตั้งใจว่าจะลองเดินให้ช้าลงครับ

- เคล็ดลับการเขียนVSรางวัล

โอ้โห มิบังอาจแนะนำครับ เดี๋ยวนี้ผมเขียนงานโดยที่ไม่คิดว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน ในฐานะผู้ส่งสาร ผมรับรองว่างานทุกชิ้นใส่หัวใจเต็มที่ครับ ที่เหลือเป็นเรื่องของผู้รับสาร รางวัลจากการประกวดอาจจะช่วยให้สารของเราไปสู่ผู้อ่านได้กว้างขึ้นเร็วขึ้น แต่การยอมรับของผู้อ่านจะเป็นรางวัลที่มีค่ามากที่สุดครับ จำได้ไหมครับ มากกว่ารางวัลคือโอกาส

- พูดคุยแลกเปลี่ยนVSงานเขียนของตนเอง

“วิ่งสู่ฝัน”เป็นงานทำให้ผมขยาดที่จะขอความเห็นครับ เจอคนแรกคอมเมนต์แรกแทบจะขอถอนเรื่องมานั่งดูใหม่เลยครับ แต่เขาก็บอกว่าเรื่องของเราไม่ถูกจริตเขา งานนั้นรอดตัวไปได้ จริงๆแล้วคุยกับคนอื่นน้อยมากครับ เพราะเราทำงานประจำ วันหยุดก็ให้เวลากับงานเขียนและครอบครัว ไม่เจอะเจอใครอยู่แล้ว อินเตอร์เนตก็เข้าไม่สม่ำเสมอ ก็มีผู้ใหญ่ที่ผมพูดถึงท่านนั้นที่ผมได้ไปขอเรียนหนังสือด้วยเป็นหลัก ระยะหลังนี่เห็นกรรมการประกวดเป็นกระโจนเข้าใส่ เพื่อกราบเรียนขอคำแนะนำและข้อคิดเห็นที่จะนำไปปรับปรุงงาน ถ้าเป็นไปได้จะขอให้ท่านเหล่านั้นเน้นจุดอ่อนหรือข้อด้อยเลยครับ

- วันว่าง

ยกให้ลูกครับ มีอ่านหนังสือบ้างโดยเฉพาะตอนเข้าห้องน้ำและอยู่บนรถไฟฟ้า สองอย่างนี่ก็หมดเวลาว่างแล้วครับ

- อยากให้ลูกเป็นนักเขียนเหมือนตัวเองไหม

ผมตั้งใจจะเขียนงานด้วยความระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามไม่ให้มีคำหยาบ พยายามไม่ให้มีเรื่องสองแง่สองง่าม แต่เรื่องฆ่าฟันนั้นเลี่ยงไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะมันเป็นเรื่องที่เราถนัดเล่า เหตุผลก็คือ งานของเราอาจจะมีชีวิตยืนยาวถึงลูกถึงหลาน ผมอยากให้พวกเขาภูมิใจและรู้คุณค่าของงานเรา ใช้งานเราเป็นทางเลือกหนึ่งในการสื่อสารของเขา ผมเปิดเผยให้พวกเขาเห็นการเดินทางของผม ไปสำนักพิมพ์ก็พาไปด้วย พาเข้าร้านหนังสือ พาไปบุ๊กส์แฟร์ ให้เขารู้ว่าเรากำลังทำอะไร ที่เหลือให้เขาคิดต่อเองเมื่อถึงเวลาที่คิดเป็น ต้องถึงขั้นคิดเป็นนะครับ ไม่ใช่แค่คิดได้

- เวลาVSครอบครัว

อืม...สำหรับผม ครอบครัวไม่ใช่ทางเลือก แต่ครอบครัวเป็นทางบังคับ เป็นชีวิตในกรอบที่สวยงามและน่ารื่นรมย์ ถ้าลูกบอกว่า “กล่อม” ผมก็ต้องหยุดทำงานปิดไฟตบก้นกล่อมลูกจนกว่าเขาจะหลับ บางทีก็เลยเถิดหลับยาวก็ถือว่าขาดทุนไป เดี๋ยวนี้ความเงียบไม่ใช่ปัจจัยในการเขียนงานแล้วล่ะครับ สมาธิสำคัญที่สุด แล้วการมีสมาธิกับงานก็ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่เงียบๆ มันขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้น เรามี “ใจ” เขียนหรือเปล่า เพราะข้อจำกัดนี้ ผมจึงจำเป็นต้องตั้งใจทำงานให้เร็ว สั้น และคม เพื่อให้มีงานที่แก้ไขน้อยที่สุด โดยไม่ให้ความต้องการของครอบครัวมาเป็นข้อจำกัด

- ฝากถึงคนที่ต้องการเป็นนักเขียน

เขียนด้วยใจและรับผิดชอบกับงานเหมือนลูก คนที่ยังไม่มีลูกก็ให้นึกถึงโคลนนิ่งของท่านเองก็ได้ครับ โคลนออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูให้ยั่งยืนและมีคุณค่า

***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***


นาม: อาจารย์เบญจา ธรรมจำรัส


คุยนอกรอบประจำสัปดาห์นี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ อาจารย์เบญจา ธรรมจำรัส นักเขียนคนหนึ่งที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดการเขียนสารคดีเยาวชน รางวัลแว่นแก้ว ครั้งล่าสุดไปครอง อาจารย์บอกเราว่า จริงๆ แล้วอาจารย์ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียนหนังสือมากนัก ด้วยภาระการงานที่ทำให้ไม่มีเวลามากพอ แต่สำหรับการเขียนสารคดีเยาวชนเรื่อง วันวารของแม่ นี้ อาจารย์มีแรงบันดาลใจบางอย่างในการเขียน สิ่งนั้นคือ อะไร ติดตามได้จากคำตอบด้านล่างนี้เลยค่ะ

ก่อนอื่น ขอทราบประวัติสักเล็กน้อยค่ะ

เกิดวันที่ 21 มกราคม 2498 ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
เรียนจบชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดปากน้ำ(สร้อยประชาสรรค์) และโรงเรียนวัดแจ้ง
เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสุตะบำรุงพิทยาคาร อำเภอบางคล้า
เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปลาย โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
จบปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน (มหาวิทยาลัยบูรพา)
ปัจจุบันสมรสแล้วกับ นายยงยุทธ ธรรมจำรัส มีบุตร 1 คน
รับราชการตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

อาจารย์เริ่มสนใจการเขียนหนังสือตั้งแต่เมื่อไรคะ

สนใจงานเขียนมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น เคยเขียนเรื่องสั้นอ่านเล่นในหมู่เพื่อนเพียงเรื่องเดียวและไม่มีเวลาเขียนอีก จนรับราชการครู สอนวิชาวรรณกรรมไทย ได้เขียนคู่มือวิจารณ์วรรณกรรมให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง 1 เล่ม จากนั้นทำหน้าที่บรรณารักษ์จึงไม่มีโอกาสเขียน ได้แต่อ่านอย่างเดียวเพราะภาระงานที่ทำไม่เอื้ออำนวย

ก่อนที่จะได้รับรางวัลจากการประกวดสารคดีเยาวชน รางวัลแว่นแก้ว เคยส่งงานประกวดหรือได้รับรางวัลอื่นๆ มาก่อนหรือเปล่าคะ

ไม่มีเลยค่ะ นอกจากรางวัลแต่งกลอนวันสุนทรภู่ สมัยที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 มศว.บางแสน

การเขียนสารคดีให้เยาวชนอ่าน มีความแตกต่างหรือมีความยากง่ายต่างจากการเขียนสารคดีทั่วไปอย่างไร

สารคดีเป็นการเขียนด้วยข้อเท็จจริงจึงต้อคำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก ซึ่งยากพอๆกับหนังสือสำหรับเด็ก เพียงแต่เรื่องที่ให้เด็กอ่านนั้นต้องเป็นเรื่องยากที่ทำให้ง่าย ใช้ภาษาที่เหมาะกับวัยเด็กและสนุกสนานแต่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้

สารคดีที่ดีควรเป็นอย่างไรคะ

ต้องมีสาระที่ถูกต้อง ภาษาดี อ่านแล้วเข้าใจง่าย ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาที่เป็นแบบแผน มีมาตรฐาน

เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เลือกเขียนสารคดีเรื่อง วันวารของแม่ จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดรางวัลแว่นแก้วให้ฟังสักหน่อยได้ไหมคะ

แรงบันดาลใจที่เขียนเรื่องนี้ เพราะต้องการถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ริมน้ำบางปะกง สมัยที่ตัวเองเป็นเด็กได้เห็นอยู่ทุกวัน และปัจจุบันเริ่มเลือนหายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ประกอบกับดิฉันป่วยเป็นโรคมะเร็งคิดว่าคงเหลือเวลาไม่มากนัก จึงน่าจะเขียนเรื่องเพื่อบันทึกไว้ให้ลูกได้รับรู้ว่าแม่ได้ผ่านอะไรมาบ้าง ลำบากอย่างไรกว่าจะมาถึงวันนี้เพื่อให้ลูกมีความพยายามในการเรียนและทำงาน ทั้งได้รับรู้วัฒนธรรมพื้นบ้านที่แม่เคยได้เห็นมาก่อน ความตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้มีมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาส จนกระทั่งเห็นประกาศเชิญชวนประกวดวรรณกรรมเยาวชนตามโครงการแว่นแก้ว จึงคิดว่าน่าจะเขียนในครั้งนี้เพื่อได้ประโยชน์สองทาง คือถ้าไม่ได้รางวัลใดๆ ก็ได้เรื่องให้ลูกอ่านดังที่ตั้งใจไว้ จึงเริ่มลงมือเขียน ก่อนเขียนได้ค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตัวเองและใช้เวลาเขียนจริงๆ ประมาณ 10 วัน จากนั้นเป็นการพิมพ์และแก้ไขโดยให้ลูกอ่านก่อน

คิดว่าการประกวดงานเขียนหรือประกวดหนังสือมีความสำคัญต่อพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยอย่างไร

การประกวดงานเขียนเป็นเรื่องดีเพราะเป็นการทำให้คนอ่านได้อ่านหนังสือที่หลากหลายและมีคุณภาพ เป็นแรงกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น

สมมติว่า ถ้าไม่มีเวทีประกวดให้นักเขียนเลย อะไรจะเกิดขึ้น

ถึงไม่มีเวทีประกวดให้นักเขียนเลยเราก็ยังคงได้อ่านหนังสืออยู่ดี เพราะคนอยากเขียนมีจำนวนมาก ถึงแม้ไม่มีรางวัลตอบแทนเขาก็คงเขียน เพียงแต่จำนวนหนังสือที่คนได้อ่านอาจจะไม่มากเหมือนในปัจจุบันเท่านั้น

สุดท้ายนี้ขอฝากบอกคนที่เป็นนักอ่านว่า ดีใจที่ท่านเป็นนักอ่านเพราะการอ่านจะเป็นประตูไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ไม่มีขีดจำกัด ได้รับทั้งความรู้และความสุขที่ไม่อาจบรรยายให้ใครรู้ได้นอกจากได้อ่านเอง ส่วนคนที่อยากเขียนก็จงเริ่มลงมือเขียน เริ่มเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียนแล้วจึงเริ่มเขียนเรื่องที่คิดว่าคนอื่นอยากอ่าน ขอให้เริ่มเขียนบรรทัดแรกให้ได้แล้วท่านจะเขียนเป็นเล่มได้ไม่ยากเลย


***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***

bb
Copyright 2004 THAIWRITER.ORG All rights reserved
contact us: webmaster@thaiwriter.org