คุยนอกรอบประจำสัปดาห์นี้
เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ อาจารย์เบญจา ธรรมจำรัส นักเขียนคนหนึ่งที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดการเขียนสารคดีเยาวชน
รางวัลแว่นแก้ว ครั้งล่าสุดไปครอง อาจารย์บอกเราว่า จริงๆ
แล้วอาจารย์ไม่ค่อยมีโอกาสได้เขียนหนังสือมากนัก ด้วยภาระการงานที่ทำให้ไม่มีเวลามากพอ
แต่สำหรับการเขียนสารคดีเยาวชนเรื่อง วันวารของแม่ นี้
อาจารย์มีแรงบันดาลใจบางอย่างในการเขียน สิ่งนั้นคือ อะไร
ติดตามได้จากคำตอบด้านล่างนี้เลยค่ะ
ก่อนอื่น ขอทราบประวัติสักเล็กน้อยค่ะ
เกิดวันที่ 21 มกราคม 2498 ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
เรียนจบชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดปากน้ำ(สร้อยประชาสรรค์) และโรงเรียนวัดแจ้ง
เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสุตะบำรุงพิทยาคาร อำเภอบางคล้า
เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปลาย โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
จบปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน (มหาวิทยาลัยบูรพา)
ปัจจุบันสมรสแล้วกับ นายยงยุทธ ธรรมจำรัส มีบุตร 1 คน
รับราชการตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
อาจารย์เริ่มสนใจการเขียนหนังสือตั้งแต่เมื่อไรคะ
สนใจงานเขียนมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น เคยเขียนเรื่องสั้นอ่านเล่นในหมู่เพื่อนเพียงเรื่องเดียวและไม่มีเวลาเขียนอีก
จนรับราชการครู สอนวิชาวรรณกรรมไทย ได้เขียนคู่มือวิจารณ์วรรณกรรมให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง
1 เล่ม จากนั้นทำหน้าที่บรรณารักษ์จึงไม่มีโอกาสเขียน ได้แต่อ่านอย่างเดียวเพราะภาระงานที่ทำไม่เอื้ออำนวย
ก่อนที่จะได้รับรางวัลจากการประกวดสารคดีเยาวชน รางวัลแว่นแก้ว เคยส่งงานประกวดหรือได้รับรางวัลอื่นๆ
มาก่อนหรือเปล่าคะ
ไม่มีเลยค่ะ นอกจากรางวัลแต่งกลอนวันสุนทรภู่ สมัยที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 มศว.บางแสน
การเขียนสารคดีให้เยาวชนอ่าน มีความแตกต่างหรือมีความยากง่ายต่างจากการเขียนสารคดีทั่วไปอย่างไร
สารคดีเป็นการเขียนด้วยข้อเท็จจริงจึงต้อคำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก ซึ่งยากพอๆกับหนังสือสำหรับเด็ก
เพียงแต่เรื่องที่ให้เด็กอ่านนั้นต้องเป็นเรื่องยากที่ทำให้ง่าย ใช้ภาษาที่เหมาะกับวัยเด็กและสนุกสนานแต่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้
สารคดีที่ดีควรเป็นอย่างไรคะ
ต้องมีสาระที่ถูกต้อง ภาษาดี อ่านแล้วเข้าใจง่าย ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาที่เป็นแบบแผน
มีมาตรฐาน
เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เลือกเขียนสารคดีเรื่อง วันวารของแม่ จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดรางวัลแว่นแก้วให้ฟังสักหน่อยได้ไหมคะ
แรงบันดาลใจที่เขียนเรื่องนี้ เพราะต้องการถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ริมน้ำบางปะกง
สมัยที่ตัวเองเป็นเด็กได้เห็นอยู่ทุกวัน และปัจจุบันเริ่มเลือนหายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย
ประกอบกับดิฉันป่วยเป็นโรคมะเร็งคิดว่าคงเหลือเวลาไม่มากนัก จึงน่าจะเขียนเรื่องเพื่อบันทึกไว้ให้ลูกได้รับรู้ว่าแม่ได้ผ่านอะไรมาบ้าง
ลำบากอย่างไรกว่าจะมาถึงวันนี้เพื่อให้ลูกมีความพยายามในการเรียนและทำงาน ทั้งได้รับรู้วัฒนธรรมพื้นบ้านที่แม่เคยได้เห็นมาก่อน
ความตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้มีมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาส จนกระทั่งเห็นประกาศเชิญชวนประกวดวรรณกรรมเยาวชนตามโครงการแว่นแก้ว
จึงคิดว่าน่าจะเขียนในครั้งนี้เพื่อได้ประโยชน์สองทาง คือถ้าไม่ได้รางวัลใดๆ ก็ได้เรื่องให้ลูกอ่านดังที่ตั้งใจไว้
จึงเริ่มลงมือเขียน ก่อนเขียนได้ค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตัวเองและใช้เวลาเขียนจริงๆ
ประมาณ 10 วัน จากนั้นเป็นการพิมพ์และแก้ไขโดยให้ลูกอ่านก่อน
คิดว่าการประกวดงานเขียนหรือประกวดหนังสือมีความสำคัญต่อพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยอย่างไร
การประกวดงานเขียนเป็นเรื่องดีเพราะเป็นการทำให้คนอ่านได้อ่านหนังสือที่หลากหลายและมีคุณภาพ
เป็นแรงกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น
สมมติว่า ถ้าไม่มีเวทีประกวดให้นักเขียนเลย อะไรจะเกิดขึ้น
ถึงไม่มีเวทีประกวดให้นักเขียนเลยเราก็ยังคงได้อ่านหนังสืออยู่ดี เพราะคนอยากเขียนมีจำนวนมาก
ถึงแม้ไม่มีรางวัลตอบแทนเขาก็คงเขียน เพียงแต่จำนวนหนังสือที่คนได้อ่านอาจจะไม่มากเหมือนในปัจจุบันเท่านั้น
สุดท้ายนี้ขอฝากบอกคนที่เป็นนักอ่านว่า ดีใจที่ท่านเป็นนักอ่านเพราะการอ่านจะเป็นประตูไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ไม่มีขีดจำกัด
ได้รับทั้งความรู้และความสุขที่ไม่อาจบรรยายให้ใครรู้ได้นอกจากได้อ่านเอง ส่วนคนที่อยากเขียนก็จงเริ่มลงมือเขียน
เริ่มเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียนแล้วจึงเริ่มเขียนเรื่องที่คิดว่าคนอื่นอยากอ่าน
ขอให้เริ่มเขียนบรรทัดแรกให้ได้แล้วท่านจะเขียนเป็นเล่มได้ไม่ยากเลย
***บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น***
|