หินครวญ

Posted by & filed under บทวิจารณ์วรรณกรรม / บทความ, วรรณกรรมต่างประเทศ.

“เมื่ออดีตฆ่าคนได้ และหินก็ไม่ได้มีเพียงก้อนเดียว” แม้หินเพียงก้อนเดียวตามชายหาด ก็ยังจารึกวิถีแห่งสุริยะจักรวาลไว้ในตัวมัน

นั่นคือบทเปิดเรื่องของนวนิยายขนาดสั้นสัญชาติญี่ปุ่นนาม อิชิ โนะ ราอิเรคิ (ishi no Raireki : 1994)

หรือในชื่อภาษาไทยว่า หินครวญ ผลงานของนักเขียนชาวญี่ปุ่น โอคุอิซึมิ ยาสุฮารุ (Hikaru Okuizumi) หรือในชื่อจริง โอคุอิซึมิ ยาสุฮิโร

หินครวญ เล่าถึงชีวิตของมะนะเซะ อดีตทหารผ่านศึกผู้ใช้ช่วงเวลาหลังปลดประจำการไปกับการเปิดร้านหนังสือเลี้ยงชีพ ควบคู่ไปกับการศึกษาหินเป็นงานอดิเรก แต่ครั้นเวลาผ่านไปจากงานอดิเรกก็กลายเป็นความสนใจอย่างจริงจัง มะนะเซะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการค้นคว้าศึกษาหินแต่ละก้อน แต่ละชนิด ถึงขนาดลมลูกลืมเมีย โดยไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมของเขาจะนำมาซึ่งความแตกแยก และเรื่องเลวร้ายในอนาคต

เมื่อคนคือหิน และหินคือคน

ในหินครวญ ผู้อ่านจะได้รับทราบชีวิตของมะนะเซะควบคู่ไปกับเรื่องราวของหินแต่ละชนิดตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งหากพิจารณา ผู้อ่านจะจับได้ว่าโอคุซุมิกำลังทำการเปรียบเทียบความเหมือนระหว่างคนกับหินให้เราเห็น เพื่อต่อยอดไปสู่แก่นของนวนิยายเรื่องนี้ หินในเรื่อง คือสัญลักษณ์ที่โอคุซุมิใช้เปรียบเทียบกับคน กล่าวคือ การก่อกำเนิดของหินสักก้อนนั้นหาได้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หากแต่ก้อนหินไม่ได้ถูกสร้างจากแม็กมาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีที่มาจากสะเก็ดดาวซึ่งตกจากอวกาศมาสู่พื้นโลกด้วย ที่สำคัญกว่านั้นคือกระบวนการของสิ่งมีชีวิต ไม่จำเป็นว่ากระบวนการสึกกร่อนต้องเกิดจากน้ำหรือน้ำแข็งเท่านั้น สิ่งมีชีวิตก็เป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งในการสึกกร่อนของหิน และตัวสิ่งมีชีวิตเองก็จะกลายเป็นหินในภายหลัง พวกเธอคงรู้อยู่แล้วว่าถ่านหิน เป็นซากดึกดำบรรพ์ของยางไม้จากโลกล้านปี หินปูนหรือหินเชิร์ตเกิดจากซากสัตว์ ซึ่งทับถมจนจับตัวเป็นก้อนอยู่ก้นแม่น้ำ ตัวอย่างเช่น แม้แต่ร่างกายของพวกเราเอง แคลเซี่ยมจากกระดูกก็จะเปลี่ยนเป็นหินและเข้าสู่วัฏจักรของแร่ธาตุในที่สุด ดังนั้นก้อนหินที่เธอเก็บได้จากแม่น้ำลำธาร แม้จะดูไม่เกี่ยวข้องกับตัวเราเลย แต่ที่จริงมันเชื่อมโยงกับตัวเธอ เธอกำลังมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งมีตัวเธอเองเป็นส่วนหนึ่ง หมายความว่าเธอค้นพบสภาพของเธอในอนาคตนั่นเอง

จากตัวบท ในทางวิทยาศาสตร์ คนกับหินมีความเชื่อมโยงถึงกัน คนสามารถกลายเป็นหิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของหินได้เมื่อเขาตายลง กระนั้นในทางวรรณกรร ตัวบทนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของโอคุอิซึมิที่เปรียบเทียบความเหมือนระหว่างคนกับหิน

หินนั้นเกิดจากการทับถมของแร่ธาตุ ผ่านความร้อน ความเย็น ผ่านอุณหภูมิ ผ่านกาลเวลา จนกระทั่งกลายเป็นหินชนิดหนึ่งในปัจจุบันขณะ ไม่ต่างอะไรกับคนที่ล้วนผ่านร้อนผ่าน ผ่านฝนผ่านพายุ ผ่านเหตุการณ์สุขเศร้า ความเจ็บปวด ความปีติยินดีต่างๆนานา หลอมรวมมาเป็นเราในปัจจุบันขณะ

หินมีอดีต คนก็มีอดีต

คนทุกคนล้วนมีอดีต แต่ขึ้นชื่อว่าอดีต แน่นอนว่าล้วนผสมปนเปไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกนานาสารพัน ทั้งสุข ทุกข์ สนุก เศร้า หรือกระทั่งรวดร้าวทรมาน นี่เองคือประเด็นที่โอคุอิซึมิต้องการนำเสนอผ่านนวนิยายเรื่องนี้

คือเราจะจัดการกับอดีตอย่างไร

สำหรับคนที่อดีตมีสัดส่วนของความทรงจำอันแสนสุขมากกว่าความทรงจำอันแสนทุกข์ อาจไม่จำเป็นเลยที่จะเข้าไปจัดระเบียบใดๆกับอดีตของตน แต่สำหรับคนอีกพวกหนึ่งที่อดีตของเขาไม่ได้งดงามหวานหยด แต่เต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลที่กาลเวลาในอดีตกาล ฟาดฟันเข้าใส่ พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปจัดระบบระเบียบอดีตของตน

เพราะอดีตอันเลวร้ายสามารถฆ่าคนได้

และไม่ใช่เฉพาะตัวของเจ้าของอดีตนั้นแต่เพียงผู้เดียว แต่อดีตอันเลวร้ายของคนคนหนึ่งอาจส่งผลกระทบกระเทือนไปกระทบคนแวดล้อมคนคนนั้นให้เดือดร้อนได้เช่นกัน เช่นตัวมะนะเซะเอง ที่มีอดีตอันไม่น่าจดจำจากสมัยที่เขาเป็นทหารผ่านศึก “พวกเราทำเรื่องโหดร้ายมาก มะนะเซะสำนึกได้อีกครั้งว่าได้ทำเรื่องน่าละอายลงไปก็เมื่อสงครามได้ผ่านพ้นไปเป็นเวลานานแล้ว ตอนที่เห็นทหารป่วยโดนเข่นฆ่ากับตานั้น มะนะเซะคิดว่าความเลือดเย็นของมือสังหารเป็นเรื่องที่ถูกต้องในสนามรบ” “ความทรงจำในอดีตคือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปตามฉากภาพ สำหรับคนที่อายุมากเกินจุดหนึ่งไปแล้ว อดีตถือเป็นสิ่งที่มีความหลากหลายมากกว่าอนาคต เพราะว่าฉากภาพที่เกิดขึ้นในอดีตของคนได้ถูกวาดไว้ต่างๆนานานั่นเอง แต่ฉากความทรงจำของมานะเซะถูกแมลงเจาะกินจนเป็นรู และรูดำค่อยๆขยายกว้างขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านพ้นไป ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับการมองเห็นอดีตอย่างสงบได้ จนถึงขั้นมีผลเสียต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นตามลำดับ”

ในเมื่อหินคือคน และคนคือหิน การเฝ้ามองศึกษา และสัมผัสหินของมะนะเซะในแต่ละวัน ก็เปรียบได้กับการย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตของตัวเขาเองทุกวันๆ กระนั้น นั่นก็เป็นเพียงการเฝ้ามองอย่างฉาบฉวย หลบซ่อน และทุกข์ทรมาน มะนะเซะยังคงฝันร้าย ร่างกายของเขาทรุดโทรม และจิตใจยิ่งอ่อนเปลี้ย เขากำลังถูกอดีตอันเลวร้ายฆ่าทั้งเป็น รวมไปถึงครอบครัวของเขาเองก็ไม่เว้น กิจกรรมการศึกษาตัวอย่างหิน หรือแท้แล้วก็คือการเอาแต่ย้อนรำลึกถึงอดีตของมะนะเซะ ทำให้ลูกชายคนโตของเขาถึงแก่ความตาย ภรรยาของเขากลายเป็นบ้า และลูกชายคนเล็กกลายเป็นเด็กบ้านแตก ชอบใช้ความรุนแรง และถูกฆ่าตายในเวลาต่อมา

อนาคตของหินและคน

แม้หินจะมีวัฏจักรที่น่าสนใจ และเมื่อครั้งหนึ่งในอดีตอันแสนยาวนาน หินก้อนหนึ่งอาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ตายลง และแปรสภาพกลายเป็นหิน แต่ที่สุดแล้ว หินก็เป็นสิ่งไม่มีชีวิต เป็นเพียงแร่ธาตุที่พร้อมปรับเปลี่ยนสภาพหรือแปรสถานะไปตามเหตุปัจจัยในปัจจุบัน อนาคตของหิน หินจึงไม่ใช่ผู้กำหนด

แต่คนมีชีวิตและจิตใจ

ในเมื่ออดีตอันเลวร้ายฆ่าคนให้ตายได้ ทางออกของปัญหาจึงคือการเข้าไปจัดระเบียบความทรงจำอันเลวร้ายนั้น ในเรื่องการศึกษาหินของมะนะเซะ ได้นำพาให้เขาไปพบกับถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้ำแห่งนี้เองคือสัญลักษณ์ของการเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับอดีตอันดำมืดของตัวมะนะเซะเองตลอดมา เขาไม่เคยเข้าไปจนถึงสุดภายในถ้ำ หรือหากเคย ก็เป็นไปอย่างไร้สติ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสภาพแวดล้อมในถ้ำ ซึ่งก็คือภาพในอดีตนั่นเอง จนกระทั่งลูกชายคนโตของเขาตาย ภรรยากลับไปอยู่กับพ่อแม่ของหล่อน และลูกชายคนเล็กถูกฆ่าตาย สิ่งที่เกิดขึ้นมะนะเซะยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเอง และแล้วในวันหนึ่งของชีวิตที่โดดเดี่ยวของเขา มะนะเซะได้กลับไปยังถ้ำแห่งนี้แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปจนสุดถ้ำ

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขา คือภาพแห่งอดีต ภาพที่เหล่าทหารพ่ายสงครามหนีศึกเข้ามาอยู่ภายในถ้ำ ในนั้นเต็มไปด้วยทหารบาดเจ็บและใกล้ตาย ในถ้ำแห่งนี้ทหารทุกคนต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของหัวหน้ากอง ที่พร้อมจะปลิดชีพทหารในสังกัดทุกคนที่ใกล้ตายให้ถึงแก่ความตายด้วยดาบญี่ปุ่น และแล้วในคืนหนึ่ง มะนะเซะก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้ากองคนนี้ ให้ใช้ดาบญี่ปุ่นสังหารหัวหน้าพลทหารที่บาดเจ็บใกล้ตาย มะนะเซะ
เพราะหัวหน้าพลทหารคือบุคคลที่เขาเคารพรัก ขณะที่หัวหน้ากองคือผู้บังคับบัญชาของเขา ภาพอันชัดเจนที่ปรากฏไม่ต่างอะไรกับการที่มะนะเซะกำลังเผชิญหน้ากับอดีตอันเลวร้ายอย่างกล้าหาญ หลังจากที่หลบๆซ่อนๆตลอดเวลาที่ผ่านมา

นี่เองคงเป็นวิธีสำหรับการจัดระบบระเบียบให้อดีตอันเลวร้าย ไม่ให้มันมาทำลายชีวิตในปัจจุบัน นั่นคือเผชิญหน้าและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
เพราะอดีตคืออดีต ที่ผ่านพ้นไปแล้ว อดีตมีตัวตนแต่ในความทรงจำ เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ สิ่งที่ทำได้จึงคือยอมรับ

มากกว่านั้คือการตระหนักให้ได้ว่า อดีตนั้นส่งผลต่อปัจจุบัน การกระทำใดๆในอดีตล้วยส่งผลต่อปัจจุบันขณะของเราทั้งสิ้น ดังนั้น ปัจจุบันก็ย่อมส่งผลถึงอนาคต สิ่งที่ทำได้จึงคือทำวันนี้ให้ดีที่สุด ให้ถูกต้องเหมาะควรที่สุด เพื่อที่ว่าเมื่อปัจจุบันขณะกลายเป็นอดีต และอนาคตกลายเป็นปัจจุบัน เราจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดกับความผิดพลาดผิดบาปที่เราก่อขึ้นในปัจจุบันขณะ ที่จะกลายเป็นอดีตในอนาคต ดังตัวบทสุดท้ายของนวนิยายเรื่องนี้ ที่หลังจากลังเลสับสนอยู่นาน ในที่สุดมะนะเซะก็เลือกที่จะไว้ชีวิต และช่วยชีวิตหัวหน้าพลทหารออกมาจากถ้ำ และเมื่อนั้น พวกเขาก็ได้ชื่นชมกับรุ่งอรุณอันแสนสวยงาม พร้อมๆกับที่หินในมือของมะนะเซะมีประกายงดงามเกิดขึ้น

“ฟ้าเริ่มสาง หมอกสีขาวปกคลุมทั่วทุกหนทุกแห่งในป่า เสียงของนกและลิงดังสอดประสาน ป่าดงดิบกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้พระอาทิตย์จะยังไม่โผล่ขึ้นมา แต่หัวหน้าพลทหารก็ยิ้มออกมาเพราะได้เห็นแสงทองเรื่องรองจากเทือกเขา″

“น้ำในลำธารกระจ่างใสขึ้นมาโดยที่ไม่ทันสังเกต กองหินเล็กหินน้อยก้นลำธารเริ่มเปล่งสีสันอย่างเด่นชัด มะนะเซะมองก้อนหินซึ่งคีบอยู่หว่างนิ้วหินสีเทาธรรมดาๆ เมื่อเช็ดด้วยผ้าเปียกน้ำพอมันอาบแสงอาทิตย์ซึ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากหุบเขา ก้อนหินในฝ่ามือกลับ
ส่องประกายผลึกอย่างงดงาม”

เพราะโลกไม่ได้มีหินเพียงก้อนเดียว

อ่านหินครวญจบลง สัมผัสได้ถึงกำลังใจเล็กๆที่โอคุอิซึมิ ส่งผ่านมาทางตัวบทที่เขาเขียนขึ้น เพราะอดีตส่งผลถึงปัจจุบัน ปัจจุบันส่งผลถึงอนาคต
และเมื่ออดีตเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องใส่ใจทุกรายละเอียดที่เรากำลังกระทำอยู่ในห้วงปัจจุบันขณะ ทำให้ดีและเหมาะควรที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในอนาคต จากผลแห่งปัจจุบันที่กลายเป็นอดีตย้อนกลับมาหลอกหลอนและทำลายชีวิตเรา รวมถึงชีวิตของคนอื่นๆรอบข้าง

เพราะโลกนี้ไม่ได้มีหินเพียงก้อนเดียว

เช่นเดียวกับคนในโลที่มีมากมายเกินนับไหว

เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ คือสิ่งที่โอคุซึมิบอกแก่เรา
“ดาวเกลื่อนเต็มท้องฟ้า มะนะเซะนอนหงายมองดูฟ้าสูงขึ้นไป ข้ามภูเขา ผ่านทะลุท้องฟ้าเบื้องบน สักวันเขาอาจเหาะไปถึงปลายสุดของจักรวาล จากที่นั่นอันไกลโพ้น ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน และไม่มีใครรู้จัก มะนะเซะมองเห็นตัวเองอยู่ที่มุมมุมหนึ่งของภาชนะขนาดใหญ่มโหฬาร”

“แร่ธาตุเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่หยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว สรรพสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอ เธอก็รู้ไม่ใช่หรือว่าผืนแผ่นดินใหญ่ซึ่งดูเหมือนไม่ขยับเขยื้อนตลอดกาลก็ยังเคลื่อนไปทีละน้อย นั่นหมายความว่า ก้อนหินหนึ่งก้อนที่เธอหยิบขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างเดินเล่นฆ่าเวลานั้น เป็นหนึ่งฉากละครซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ตอนกำเนิดดาวเคราะห์ดวงนี้จากกลุ่มก๊าซซึ่งลอยอยู่ในอวกาศมาจับตัวกันเมื่อห้าพันล้านปีก่อนโดยประมาณ” การกระทำเล็กๆส่งผลกระทบต่อเนื่องได้ในวงกว้าง ดังสำนวนที่ว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

อดีตเปลี่ยนไม่ได้ และมันอาจนำมาซึ่งความเจ็บปวดร้ายแรงในปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่ตัวเราผู้เป็นเจ้าของอดีต หากแต่อาจกระจายขยายวงไปสู่โลกทั้งใบ จักรวาลทั้งระบบได้

โปรดพึงพิจารณาสักนิด ก่อนคิดทำอะไรลงไป

เพราะอดีตฆ่าคนได้ และโลกก็ไม่ได้มีหินเพียงก้อนเดียว

TEXT : กิติคุณ คัมภิรานนท์

facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail