ประชาคม ลุนาชัย “นักเขียนผู้ล่องเรืออยู่ในมหานทีแห่งชีวิตอันไร้ฟองคลื่น”

Posted by & filed under นักเขียน.

ร่วมสองทศวรรษเห็นจะได้ นับตั้งแต่ที่ชื่อของ “ประชาคม ลุนาชัย” เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม จากการเป็นนักเขียนมือรางวัลสู่ผลงานที่ถูกตีพิมพ์ออกมาจนเกินคณานับ ผู้คนมากมายกล่าวถึง “ประชาคม” ในแง่ของพรสวรรค์ที่ไม่มีรากฐานใดจากประภาคารแห่งชีวิตมาเอื้ออำนวย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่หลอมรวมให้เกิดขึ้นมาเป็นตัวตนของเขาคนนี้ นับจากอดีตล่วงเข้าสู่ปัจจุบัน ในความเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของกาลเวลา หากแต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ว่ายังมั่นคงอยู่เช่นเดิมไม่ผันเปลี่ยนไปเลยก็คือ ผลงานวรรณกรรมแนวสัจนิยมแต่ละชิ้นที่เขาประพันธ์ขึ้นมานั้น ยังคงยึดมั่นอยู่อย่างสมถะ ติดดิน และสะท้อนความเป็นตัวตนผู้ไม่แสวงหาสิ่งใดมาปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อให้กับตัวเองมากนัก นอกจากการได้อยู่และมีชีวิตเพื่อเขียนหนังสือ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมากมายที่ตนมีออกมาบนหน้ากระดาษ…เหมือนเช่นที่เขาทำตลอดมากว่าค่อนชีวิต

 

ร่วมสองทศวรรษเห็นจะได้ นับตั้งแต่ที่ชื่อของ “ประชาคม ลุนาชัย” เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม จากการเป็นนักเขียนมือรางวัลสู่ผลงานที่ถูกตีพิมพ์ออกมาจนเกินคณานับ ผู้คนมากมายกล่าวถึง “ประชาคม” ในแง่ของพรสวรรค์ที่ไม่มีรากฐานใดจากประภาคารแห่งชีวิตมาเอื้ออำนวย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่หลอมรวมให้เกิดขึ้นมาเป็นตัวตนของเขาคนนี้ นับจากอดีตล่วงเข้าสู่ปัจจุบัน ในความเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของกาลเวลา หากแต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ว่ายังมั่นคงอยู่เช่นเดิมไม่ผันเปลี่ยนไปเลยก็คือ ผลงานวรรณกรรมแนวสัจนิยมแต่ละชิ้นที่เขาประพันธ์ขึ้นมานั้น ยังคงยึดมั่นอยู่อย่างสมถะ ติดดิน และสะท้อนความเป็นตัวตนผู้ไม่แสวงหาสิ่งใดมาปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อให้กับตัวเองมากนัก นอกจากการได้อยู่และมีชีวิตเพื่อเขียนหนังสือ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมากมายที่ตนมีออกมาบนหน้ากระดาษ…เหมือนเช่นที่เขาทำตลอดมากว่าค่อนชีวิต

อะไรที่ทำให้คุณเริ่มต้นเป็นนักเขียน
ตั้งแต่แรกเลยก็มีหลายอย่าง หนึ่งก็คือความเหงา ผมเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุสิบหกปี บางครั้งก็ไม่มีเพื่อน ญาติพี่น้องก็ไม่มี ทำให้มีสิ่งที่อยากพูดมากมายอยู่ในใจแต่พูดให้ใครฟังไม่ได้ สุดท้ายก็เลยเขียนบันทึก อย่างที่สองคงเป็นความทุกข์ของคนที่มาอยู่ในเมืองของคนอื่น สำหรับผม กรุงเทพฯเป็นเมืองของคนอื่น ชีวิตเหมือนไม่ใช่ชีวิตของตัวเอง เป็นลูกจ้างเขา ก็ไม่สิทธิ์ไม่มีเสียง ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ ผมก็ถือเป็นความทุกข์ สามก็คงเป็นการอ่าน อ่านเพราะเหงา อ่านเท่าที่มีโอกาส ซึ่งพอได้อ่านมากขึ้น ก็ทำให้มองเห็นช่องทางอีกทางหนึ่งนอกจากการพูดก็คือการเขียน แต่ว่าเป็นการเขียนที่ให้มีจุดกระทบ มีเรื่องราว ผมศึกษาการทำงานประพันธ์จากตรงนั้น และต้องถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้น เขียนบทกวี ส่งไปตามนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ต่างๆ มีประกวดที่ไหนก็จะส่งงานเข้าไปลองประกวด เหตุผลใหญ่ๆ คืออยากได้เงินด้วย เพราะชีวิตช่วงนั้นรายได้น้อยมาก
ประมาณ พ.ศ. 2537 ถ้าจำไม่ผิด รางวัลใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ได้รับจากงานเขียน น่าจะเป็นการประกวดของนิตยสารสกุลไทย กับเรื่องสั้น “ครอบครัวที่ฉันรัก” ผมได้รับรางวัลที่สาม ซึ่งได้เช็คมาแปดพันบาททำให้มีทุนซื้อเครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรก และราวๆ ต้นปีนั้นเอง เป็นช่วงที่ผมทำงานประจำเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยให้กับหมู่บ้านหนึ่ง ก็ทำให้พอมีเวลาเขียนได้บ้างเพราะตอนเข้าเวรไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ผมก็จะเขียนหนังสือตอนนั้น พิมพ์ดีดก็พิมพ์ตอนเข้าเวร ก็มีโดนเพ่งเล็งบ้าง แต่ทำอย่างไรได้ เราอยากเป็นนักเขียน อยากเขียนหนังสือ พอมีปัญหามากๆ เลยตัดสินใจลาออกจากงาน คิดว่าจะลองดูสักเดือนสองเดือน ถ้าหมดทุนค่อยกลับมาหางานประจำทำอีกครั้ง แต่จนถึงบัดนี้ ผมก็ไม่เคยกลับไปทำงานที่ไหนอีกเลย

นักเขียนต้นแบบ
ผมอ่านหนังสือเอาความบันเทิง เอาความสนุกมากกว่า สมัยก่อนก็จะอ่านหนังสือประเภทนิยายรัก นิยายเริงรมย์ นักเขียนแต่ละท่านที่ผมอ่านผลงาน เป็นเหมือนแสงสว่างส่องทาง เหมือนสะพานให้เราก้าวข้ามไปสู่การอ่านอย่างอื่น แต่ถ้าจะให้บอกว่ามีนักเขียนต้นแบบหรือเปล่า คงต้องบอกว่า ไม่มี เพราะนักเขียนแต่ละท่านมีความเป็นตัวของตัวเอง มีเส้นทางที่แตกต่างกัน และมีวิธีสร้างงานที่แตกต่างกัน คงไม่มีใครเป็นต้นแบบของใครได้

ทัศนะต่อวงการนักเขียนของไทย
ไม่มีความคิดเห็นนะครับ เพราะผมรู้จักคนน้อยมาก ยิ่งตอนหลังๆ ผมไม่ได้ค่อยไปเข้าร่วมกิจกรรมในด้านหนังสือ ทำให้ไม่รู้จักใครเลย ผมเขียนหนังสือ รู้จักในสิ่งที่ผมเขียน แต่ผมไม่ได้อยู่ในวงการหนังสือ ไม่ใช่คนในวงการหนังสือ

ทัศนะต่อการอ่านของคนไทย
ผมว่าประชากรไทยยิ่งมาก เทียบตัวเลขกับการอ่านก็ยิ่งน้อยลง ดูได้จากสมัยก่อน พิมพ์หนังสือออกมาห้าพันเล่มหรือแปดพันเล่มก็ขายได้หมด ทุกวันนี้หนังสือวรรณกรรมจริงๆ ยอดพิมพ์ก็คงที่ แม้แต่หนังสือขายดียอดพิมพ์ก็หลักหมื่นหรืออย่างมากก็หลักแสน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรหกสิบกว่าล้าน ต้องถือว่าน้อยมาก เหมือนอย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการนักเขียนเคยพูดไว้ว่า “เรามีวัฒนธรรมหนังสือ แต่เราไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน” ซึ่งมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ มันแก้ไขอะไรไม่ได้มากนักหรอก สังคมของเรามันไม่ใช่สังคมแห่งการอ่าน ไม่เพียงแต่ไม่อ่านหนังสือ แต่ความสามารถทางการอ่านอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอ่านโลก อ่านคน อ่านสถานการณ์ มันก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำไปด้วย

นักเขียนคนโปรด
ถ้าเป็นรุ่นเก่าที่เสียชีวิตไปแล้วก็มี “ศรี บูรพา” ชีวิตของท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับงานเขียน อุดมคติหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของท่านก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับงานเขียน คือท่านต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อสิทธิอำนาจของประชาชน ทั้งชีวิตและงานที่ท่านเขียน ไม่ใช่ว่ายุคหนึ่งอยู่ข้างหนึ่ง อีกยุคหนึ่งก็เปลี่ยนไปอยู่อีกข้างหนึ่ง “ศรี บูรพา” ไม่เคยเป็นแบบนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีนักเขียนอีกหลายท่านที่ผมชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือรุ่นครูอาจารย์ก็มีอีกมาก

วิถีชีวิตช่วงนี้
วิถีชีวิตผมเป็นเหมือนเดิม ปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปีนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกัน มีงานก็ทำงาน ทำงานเสร็จไปชิ้นหนึ่งก็เดินทางบ้าง มีเพื่อน มีคนรู้จักชวนไปเที่ยวก็ไปกัน ต่างจังหวัดบ้าง ต่างประเทศบ้าง ก็จะเดินทางค่อนข้างบ่อย เมื่อก่อนก็จะทำงานเรื่องสั้นและนวนิยายเหมือนปรกติ แต่ตอนหลังก็จะมีงานคอลัมน์บ้าง ทำส่งอยู่สองที่ ซึ่งก็ไม่ใช่ภาระอะไร เพราะส่วนใหญ่ผมจะทำงานแบบล่วงหน้า ตอนนี้อยากเขียนงานเกี่ยวกับสารคดี เพราะเดินทางบ่อย เลยอยากทำ ซึ่งก็ได้เตรียมงานไว้แล้ว เป็นงานอีกแนวทางหนึ่ง สำหรับงานคอลัมน์ที่ทำอยู่ตอนนี้ ผมก็จะส่งเขาไปทีละห้าหกชิ้น หรือสิบชิ้น บางเล่มที่เป็นรายสัปดาห์ก็จะส่งเขาทีละสิบถึงยี่สิบชิ้น ซึ่งจะเตรียมข้อมูลไว้แล้ว ที่เหลือก็จะคิดเอาไว้ล่วงหน้า ผมฝึกตัวเองมาแบบนี้ ถ้าจะให้ส่งเป็นอาทิตย์ หรือทีละชิ้นสองชิ้นคงไม่เอา
ผลงานเล่มล่าสุดของผมที่เพิ่งวางแผงเป็นงานเขียนเชิงสารคดีชื่อ “ในตลาดมีชีวี ในวิถีมีชีวิต” ซึ่งเป็นการทำงานที่เกิดขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยว ผมเป็นคนชอบมองบ้านเก่าๆ อยู่แล้ว ชอบมองวิถีชีวิตของชุมชน เห็นคนอื่นก็เขียนทำนองนี้เหมือนกัน แต่จะเขียนไปในแนวท่องเที่ยวกันเยอะ ไปเที่ยว ไปกิน มีตรงนั้นตรงนี้อร่อย ผมคิดว่ามันไม่น่าจะพอ เพราะแต่ละชุมชนย่อมต้องมีความเป็นมา มีการต่อสู้ มีชีวิตและก็มีวิถีชีวิต และใต้ลงไปในวิถีชีวิต ชีวิตนั้นก็จะมีทั้งสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรม ผมก็จะเข้าไปคุยกับชาวบ้าน หาข้อมูล ก็ทำให้พบว่าตลาดแต่ละตลาดก็จะมีความเป็นมา ถือเป็นงานอีกแนวหนึ่งที่ผมกำลังสนใจและมีความสุขที่จะทำ ซึ่งเล่มต่อไปก็วางแผนไว้แล้วว่าจะยังคงเขียนเชิงสารคดีอีกสักเล่ม

ปณิธานของการเป็นนักเขียน
ผมไม่มีอะไรสูงส่งถึงระดับจะเรียกว่ามีปณิธานหรืออุดมการณ์ขนาดนั้น ผมแค่ทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำงานให้มีความสุข มีความสนุก ไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องขยัน แต่คิดว่าทำงานให้เป็นเรื่องปรกติ  นักเขียนส่วนใหญ่ต่างก็ต้องเขียนหนังสือจากแรงขับภายใน ซึ่งแรงขับภายในส่วนหนึ่งก็ต้องผสมผสานกับสำนึกทางสังคม รวมทั้งสำนึกทางด้านอื่นด้วย ทั้งสำนึกทางมนุษยธรรม รวมไปถึงสิทธิเสรีภาพ
คุณอยากเก่งด้านไหน อยากมีความสามารถด้านไหน คุณก็ต้องฝึกฝน ทั้งจากใจรัก จากความขยันหมั่นเพียร จากการอุทิศตนเพื่อทุ่มเท หากอยากเขียนหนังสือให้มีความสุข ต้องมีความผูกพันกับงานเขียน แล้วมันจะไปได้เอง

facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail