วาด รวี

Posted by & filed under นักเขียน.

wad-rawee-2

ภาพถ่ายโดย นิวัต พุทธประสาท

แม้จะไม่มีระบุอยู่ในระเบียบกฎหมายใดว่า การเป็นนักเขียน จะต้องรวมกับความเป็นนักคิด และนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม หรือเรียกร้องประชาธิปไตยที่ถูกปล้น แต่ชื่อของ วาด รวี ในฐานะนักเขียนที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง นักแปล บรรณาธิการ เจ้าสำนักหนังสือใต้ดิน และเจ้าของสำนักพิมพ์ SHINE ที่ยืนหยัดในแวดวงวรรณกรรมมานานนับสิบปี ก็เป็นหนึ่งในลำดับต้นๆ สำหรับนักเขียนที่กล้าเปิดตัวเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาเห็นว่า ‘ผิด’ ไปจากอุดมการณ์ที่เขายึดมั่น บทบาทในแวดวงวรรณกรรมของเขา จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทัศนะต่อสังคม และสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างชัดเจน นอกเหนือจากผลงานเขียนที่มีลีลาเสียดเย้ย เยาะหยันต่อความเป็นไปของโลกแวดล้อมหรือแม้แต่โลกภายในของตัวเอง

วาด รวี  มีชื่อจริง รวี สิริอิสสระนันท์  เขาเกิดที่โรงพยาบาลหัวเฉียว กรุงเทพฯ บรรพบุรุษข้างพ่อมาจากเซียงไฮ้ ตระกูลของย่าทวดฝ่ายแม่เป็นทหารเรือ เรียนอนุบาลที่ Y.W.C.A. เรียนเตรียมประถมที่โรงเรียนบุปผานุกุล จบมัธยมต้นจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เรียนอาชีวะสายพาณิชย์ที่อัสสัมชัญพาณิชยการ ขณะเรียนที่นี่เป็นนักกรีฑาของโรงเรียน ประเภทวิ่ง 400 เมตร และ 1,500 เมตร เข้าแข่งขันในการแข่งกรีฑาของเครืออัสสัมชัญ เรียนชั้นอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 1 ปีครึ่งในคณะศิลป์ ภาษาญี่ปุ่นและ 3 ปีในคณะบริหารธุรกิจ เอกการเงินการธนาคาร แต่เอาจริงเอาจังกับการทำกิจกรรมมากกว่า

กิจกรรมที่ทำในระหว่างเรียน คือชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขารับหน้าที่เป็นกรรมการฝ่ายวิชาการและประธานค่ายของชมรม ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยทำงานไปพร้อมกับเรียน งานที่ทำได้แก่ แปลซับไตเติลภาพยนตร์ที่ใช้กับแผ่นเลเซอร์, ทำงานวิจัยด้านการตลาดให้กับศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัย, แปลนิยายโรมานซ์, ช่างภาพรับจ้างทั่วไป และผู้ช่วยช่างภาพในสตูดิโอขนาดเล็กแห่งหนึ่ง กระทั่งเริ่มเขียนหนังสือและตัดสินใจเขียนงานวรรณกรรมเป็นหลักจึงเลิกเรียน และมุ่งเขียนหนังสืออย่างเดียว

วาด รวี เป็นนักเขียนอาชีพ ที่มีอยู่ไม่มากนักในประเทศนี้ ผลงานเขียนของ วาด รวี มีหลากหลาย และมีผลงานตีพิมพ์สม่ำเสมอ เฉพาะผลงานที่รวมเป็นหนังสือเล่ม ได้แก่

  • ปี 2542 รวมเรื่องสั้น เดนฝัน พิมพ์โดย สำนักหนังสือใต้ดิน,
  • ปี 2544 เรื่องสั้น ปิดบริสุทธิ์ พิมพ์โดย สำนักหนังสือใต้ดิน,
  • ปี 2546 รวมเรียงความ คิดสั้น พิมพ์โดย Shine Publishing House,
  • ปี 2548 รวมเรื่องสั้น ชั่วขณะ พิมพ์โดย Shine Publishing House,
  • ปี 2549 รวมบทความ ผู้ชายที่กำลังสืบพันธุ์ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ open,
  • ปี 2551สารคดี Fighting Publisher ประวัตินักทำหนังสือกบฏฉบับใต้ดิน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ open,
  • ปี 2552 ผลงานแปล บันทึกสงครามปฏิว้ติคิวบา ของ เช เกวารา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศรีปัญญา
  • ปี 2554 วิกฤต 19, ลำดับเหตุการณ์บ้านเมือง 19 กันยายน 2549 ถึง 19 พฤษภาคม 2553 จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ศรีปัญญา
  • ปี 2555 รวมบทความ ภูเขาน้ำแข็ง จัดพิมพ์โดย Shine Publishing House
  • ปี 2556 รวมเรื่องสั้น พื้นผิวของความทรมาน โดย Shine Publishing House
  • ปี 2557 รวมเรียงความ ในลวงใจ โดย Shine Publishing House
  • ปี 2557 ผลงานแปลเรื่องสั้น ชายชราและทะเล ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ โดย สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น

วาด รวี เป็นหนึ่งในคณะนักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยหัวก้าวหน้า 7 คน ซึ่งได้แก่ ‘บินหลา สันกาลาคีรี, ปราบดา หยุ่น, ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง, ซะการีย์ยา อมตยา, กิตติพล สรัคคานนท์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และ วาด รวี’ ที่เริ่มออกมาแสดงบทบาททางการเมืองครั้งแรกด้วยการเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทยทั่วประเทศ เพื่อเชิญชวนให้ร่วมลงชื่อในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในปี 2554 (ดูรายละเอียดได้ในลิงค์นี้ – Click)

โดยทัศนะที่ วาด รวี สื่อสารถึงความจำเป็นที่นักเขียนจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ปรากฎอยู่ตามสาระสำคัญส่วนหนึ่งในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวว่า

“สังคมไทยขณะนี้ มีการนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย มีการใช้มาตราดังกล่าวในการข่มขู่คุกคาม กระทั่งฟ้องร้องดำเนินคดี คุมขังและลิดรอนอิสรภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังก้าวล่วงสู่สภาวการณ์ที่เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นถูกคุกคามอย่างอยุติธรรมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือไปจากความกังวลในฐานะประชาชนที่อาจต้องเผชิญกับการคุกคาม เราในฐานะนักเขียน ย่อมมิอาจนิ่งดูดายและปล่อยให้หัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนและการทำงานเขียนภายใต้สังคมประชาธิปไตย ต้องตกอยู่ในวิกฤตเช่นนี้….”

วาด รวี กล่าวว่า เขาออกมาเรียกร้องแสดงจุดยืนทั้งในฐานะนักเขียน และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่พึงมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเขาเชื่อว่านักเขียนทุกคนในประเทศนี้ ก็ควรตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองดุจเดียวกัน แม้ว่าลึกๆเขาแทบจะยังมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งชัยชนะในปลายอุโมงค์แห่งการเรียกร้องเสรีภาพที่ยังคงดำมืดและยาวไกลในสังคมไทย

“มันเป็นเรื่องของสำนึก ส่วนจะชนะหรือแพ้ เป็นแค่เรื่องชั่วคราว”

นอกจากการแสดงออกทางความคิดในลำดับแรกๆของวาด รวี กับกลุ่มเพื่อนนักเขียน จะไม่บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศยังคงอึมครึม การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองของสองขั้วอำนาจใหญ่ทั้งในสภาและนอกสภายังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีการชุมนุมทางการเมือง มีการล้มการเลือกตั้ง และปิดท้ายด้วยรัฐประหารที่ทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเผด็จการทหาร ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา

“ถ้าไม่มีการล้มการเลือกตั้ง ก็จะไม่มีรัฐประหาร คนที่ออกมาเชียร์ทหาร เพราะเขาไม่ชอบทักษิณ ปัญหาของสังคมไทยคือการที่คนไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่เคารพกติกา ผมเชื่อว่า ทางออกสำหรับปัญหาในขณะนี้ คือต้องกลับไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วที่สุด และเคารพกฎกติกาของสังคม ปัญหาก็จะไม่บานปลายมากไปกว่านี้”

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ปิดกั้นโอกาสในการแสดงออกทางความคิด กลุ่มนักศึกษาที่ออกมาชุมนุม ที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ เพื่อรำลึก 1 ปีของรัฐประหารโดยคสช. ถูกจับกุม  วาด รวี เป็นหนึ่งในคณะนักเขียนที่ออกมาเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัวนักศึกษา ร่วมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมและนักวิชาการ

“ผู้คนในสังคมกำลังเพี้ยน คนที่ยังมีสติจะต้องมองเห็นความวิปริตที่เกิดขึ้น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น สังคมไทยกำลังเป็นบ้า โดยเฉพาะคนที่เสียงดังทั้งหลาย”

“สภาพบ้านเมืองที่เป็นแบบนี้ ทำให้เราอยู่เฉยไม่ได้ นักเขียนไม่มีสมาธิในการทำงาน อีกทั้งยังขาดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก”

“เสรีภาพคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ การควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพต้องเป็นไปเพื่อคุ้มครองเสรีภาพ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจมาอยู่เหนือเสรีภาพ เสรีภาพไม่ใช่ระบบราชการที่ผู้มีอำนาจจะมาสั่งว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะใช้เสรีภาพเรื่องนี้ต้องไปช่องนั้น ใช้เสรีภาพเรื่องนั้นต้องไปช่องนี้ การใช้อำนาจมาจำกัดเสรีภาพแบบนี้คือการลดทอนความเป็นมนุษย์ กินแซนด์วิชไม่ได้ ชูสามนิ้วไม่ได้ แสดงออกไม่ได้ นี่คือการกดขี่ความเป็นคน และคนที่มีสำนึกย่อมไม่อาจเห็นว่าเป็นเรื่องปรกติที่สามารถจะทนให้กระทำอยู่ได้เรื่อยไปเพราะคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเสรีภาพ”

“สิ่งที่เราเรียกร้อง ไม่ได้แค่ในฐานะนักเขียน แต่ในฐานะที่เป็นประชาชน สำหรับคนที่เป็นนักเขียน ผมมองว่ามันเป็นสำนึกขั้นพื้นฐานที่จะต้องตระหนักถึงสิทธิในการสื่อสารของตนเอง จริงอยู่ที่งานเขียน อาจไม่มีพลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมได้รุนแรงและรวดเร็วเฉียบพลันเท่ากับสื่ออื่นๆ แต่วรรณกรรมจะส่งผลระยะยาว ส่งผลต่อกระบวนความคิดในเชิงลึกต่อผู้อ่าน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นชนชั้นกลางหรือชนชั้นนำที่มีพลังในการขับเคลื่อนหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และหากสังเกตดีๆเราก็จะพบว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมืองหรือเกิดปรากฏการณ์ใดๆทางสังคมขึ้น จะมีการย้อนกลับไปอ่านและเอ่ยอ้างถึงงานเขียนที่ทรงพลังในอดีตเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ ศรีบูรพา และพบว่า วรรณกรรมเหล่านั้นเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลใจหลายอย่าง รวมถึงอุดมการณ์ทางการเมือง”

head-bottom3

 อะไรที่ทำให้ท่านเริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้ท่านยังเป็นนักเขียนมาจนบัดนี้

เขียนหนังสือเพราะรักชอบการอ่านการฟังเรื่องราวและการใช้ภาษา การเป็นนักเขียนสอดพ้องกับลักษณะนิสัยที่สันโดษเนื่องจากขณะทำงานคือการอยู่เพียงลำพังกับความนึกคิดของตนเอง การเป็นนักเขียนเป็นสิ่งที่ตรงกับธรรมชาติของตนและเป็นสิ่งที่มีความถนัดและน่าจะทำได้ดีที่สุด

คุณลักษณะของนักเขียนที่ดี และต้นแบบในการเขียนหนังสือของท่าน

นักเขียนที่ดีควรจะเป็นนักฟัง นักอ่านนักสังเกตการณ์ และชอบการใคร่ครวญครุ่นคิด ตั้งคำถาม มีความดื้อรั้น เป็นอิสระ มีความรับผิดชอบและเฟื่องฝันบ้าง

ปณิธานสูงสุดในการเป็นนักเขียน

เขียนให้ดีกว่าเรื่องที่ดีที่สุดที่เคยอ่านมา

สิ่งสำคัญที่วรรณกรรมหรืองานเขียนชั้นเลิศพึงมี

แรงกระทบที่ทำให้ความหลงผิดถึงแก่มรณกรรม

มุมมองต่อวงการวรรณกรรมไทย

คนที่เขียนหนังสือดีส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับวงการวรรณกรรมน้อย

มุมมองต่อรางวัลวรรณกรรมในปัจจุบัน

ขาดความหลากหลายและมีลักษณะสังคมสงเคราะห์มากกว่าการเข้าถึงคุณค่าของวรรณกรรมจริง ๆ

ณ วันนี้สำหรับท่าน การเขียนหนังสือเปรียบได้กับอะไร

การใช้ชีวิต

รายชื่อนักเขียนในดวงใจ และหนังสือเล่มโปรด

เคยมีคนถามแล้วขอเอาคำตอบเดิมมาตอบ คือ หนังสือ 10 เล่มในดวงใจของข้าพเจ้าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557

  1. กาลาปาโก้ส ของ จันทรำไพ – เป็นแฟนหนังสือจันทรำไพตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับผมมาก โดยเฉพาะภาษาของเธอ
  2. บอนไซ ของ บ.ส.จ.น. – เป็นนิยายที่ทำรายละเอียดได้น่าสนใจ และเป็นรายละเอียดที่มักไม่ค่อยพบในนิยายไทย เป็นเรื่องหนึ่งที่ควรถูกนำมาอ่านกันอีกครั้ง
  3. ราโชมอน รวมเรื่องสั้นของ อะคุตะงะวะ ริวโนะสุเกะ – อะคุตะงะวะคือนักเขียนเรื่องสั้นอันดับหนึ่งในดวงใจของผมขณะนี้ ฉบับแปลชอบทั้งสำนวนเดิมของฉุน ประภาวิวัฒน และสำนวนใหม่ฉบับของสมมติ
  4. คำสารภาพ ของ ฌอง ฌาก รุสโซ – ฉบับของคบไฟ นี่คือวรรณกรรมเล่มแรกของโลกสมัยใหม่ที่ให้กำเนิดวรรณกรรมร้อยแก้วสมัยใหม่
  5. Intimacy ของ HanifKureishi – ผสานความรู้สึกตรงกันข้ามเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างหมดจด
  6. ภาพผ่าน ของ พจนา – เป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านในวัยแสวงหา กระตุ้นอารมณ์และความคิดในตอนนั้น และเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ยังอยู่
  7. แพน ของ คนุท แฮมซุน แปลโดย รัชยา เรืองศรี – เป็นนิยายที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่ง แฮมซุนเขียนถึงความสันโดษได้ลึกและกินใจโดยพูดน้อยมาก
  8. โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ – วิธีคิดและจินตนาการของจิตรทั้งอลังการและกระตุ้นความคิด เป็นงานเขียนที่เต็มไปด้วยพลังงาน
  9. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล – งานวิชาการที่กระตุกความคิดและความเคยชินอย่างถึงราก
  10. ประวัติศาสตร์ของความเงียบ ของ อติภพ ภัทรเดชไพศาล – ออกแบบมาอย่างไร้ที่ติ เหนือคำบรรยาย มาสเตอร์พีชของวรรณกรรมไทยที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกท้าทายความสามารถในการเขียนของตน

 

facebooktwittergoogle_plusredditpinterestlinkedinmail